มัลแวร์ Android ซุ่มอัดเสียงส่งแฮคเกอร์

ข่าวด่วน!!! นักวิจัยระบบรักษาความปลอดภัยอ้างพบโทรจัน Android ที่สามารถบันทึก”เสียง”การสนทนาของคุณบนสมาร์ทโฟน แล้วจัดเก็บเป็นไฟล์ออดิโอด้วยฟอร์แมต “amr” เพื่อส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮคเกอร์ได้ โดยผูใช้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่รู้ตัว “เมื่อมัลแวร์ติดตั้งตัวเองเข้าไปบนสมาร์ทโฟนของเหยื่อ มันจะทิ้งไฟล์คอนฟิกที่เก็บข้อมูลสำคัญๆ ที่ใช้ติดต่อเซิร์ฟเวอร์ปลายทางที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต และตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวขั้อง” นักวิจัยจาก CA Technologies โพสต์ไว้ในบล็อกของทางบริษัท “เมื่อผู้ใช้ทำการเรียกสาย โค้ดของมัลแวร์ก็จะถูกปลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง โดยในขณะที่การสนทนากำลังดำเนินไป โทรจันจะทำการบันทึกเสียง และจัดเก็บเป็นไฟล์ไว้ในไดเร็กทอรี่ shangzhou/callrecord ในการ์ดหน่วยความจำ SDCard” แต่ก่อนที่คุณผู้อ่านของเว็บไซต์ arip จะตกใจกันไป มีรายงานเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ ArsTechnica ระบุว่า แม้โทรจันดังกล่าวจะได้รับการออกแบบให้สามารถอัพโหลดไฟล์เสียงที่ัมันแอบบันทึกไว้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง แต่เนือ่งจากมีความผิดพลาดในการพิมพ์คำสั่งทำให้มัลแวร์ไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนนี้่ได้ นอกจากนี้ พวกมันยังไม่ได้แพร่กระจายตัวเองออกไปในวงกว้าง แต่มีรายงานว่ามันมีอยู่จริง ซึ่งความน่ากลัวก็คือ หากมัลแวร์ดังกล่าวถูกทำซ้ำ และดัดแปลงแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว แล้วปล่อยกลับเข้ามาใหม่ ผู้ใช้คงต้องระวังให้ดี จะเห็นได้ว่า มัลแวร์วันนี้จะเก่งขึ้นตามการพัฒนาของโอเอส และมือถือ เพราะฉะนันผู้ใช้สมาร์ทโฟนควรให้ความสำคัญในเรืองนี้ด้วย โดยไม่พยายามติดตั้งแอพฯที่ไม่น่าเชื่อถือ (นอกเหนือจากที่อยู่ใน Android Market) และติดตั้งแอพฯป้องกันมัลแวร์ ข้อมูลจาก: ca community blog ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

เตือน!!! ช่องโหว่ iOS เจาะง่ายกว่าที่คิด

แม้ว่า Apple จะได้ออกอัพเดตอุดช่องโหว่ระบบรักษาความปลอดภัยของ iOS เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาด้วยความรู้สึกที่ว่า มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เนื่องจากช่องโหว่ล่าสุดสามารถใช้งานได้ง่ายกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยผู้ไม่หวังดีสามารถติดตั้ง และใช้แอพพลิเคชันอันตรายที่มีการเผยแพร่ออกมาในการติดตามข้อมูลทีสตรีมเข้าไปยังอุปกรณ์ iOS ที่ยังไม่แพตช์ได้อย่างง่ายดาย  แอพพลิเคชันอันครายที่ใช้ช่องโหว่ของ iOS ขื่อว่า SSLSniff ซึ่งมันได้รับการอัพเดตความสามารถในการใช้ช่องโหว่ของ iOS แล้วด้วย โดย SSLSniff เวอร์ชันใหม่นี้จะสามารถดักจับข้อมูลจากช่องทางการสื่อสารที่ปลอดภัยของอุปกรณ์ iOS ที่ยังไม่แพตช์ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Sophos กล่าวว่า ใครที่ใช้อุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่ทำงานด้วย iOS ต้องระวังโดนแอบดักจับข้อมูลด้วย SSLSniff ที่สามารถทำงานกับ iOS 4.3.4 สำหรับอุปกรณ์ GSM ไปจนถึง 4.2.9 สำหรับ CDMA และรุ่นทีเก่ากว่า ซึ่งรวมถึง iOS 5 รุ่นทดสอบ เนื่องจากระบบรับรองความปลอดภัย (security certificate system) ของ iOS มีจุดอ่อนที่สามารถใช้เป็นช่องโหว่ โดยเฉพาะการทีมันยอมให้ใบรับรองดิจิตอลที่ซื้อมาจาก CA แห่งหนึ่งไปใช้ในการรับรองอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งทำให้ iOS เข้าใจผิดคิดว่า การรับรองนั้นใช้ได้อย่างถูกต้อง นั่นหมายความว่า แฮคเกอร์สามารถหลอกให้อุปกรณ์เชื่อมต่อทีมีการรับรองได้ โดยผู้ใช้ไม่ทันสงสัยว่า ความจริงแล้ว กำลังถูกเชื่อมต่อโดยแฮคเกอร์ “การอนุญาตในลักษณะนี้ทำให้ใครก็สามารถดักจับแทรฟฟิกของ iPhone, iPad หรือ iPod Touch ด้วยเทคนิค man-in-the-middle เพื่อดักจับ และอ่านข้อมูลทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนแทรฟฟิก SSL ได้โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว กรณีของช่องโหว่ที่พบนี้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก เนื่องจากผู้ใช้อุปกรณ์ iOS ส่วนใหญ่จะใช้ฮอตสปอต Wi-Fi สาธารณะ ซึ่งทำให้ผู้บุกรุกสามารถเจาะได้ง่ายมาก สำหรับผู้ใช้ iPhone รุ่นแรก หรือ iPhone 3G หรือ iPod Touch ทั้งรุ่นแรก และรุ่นที่สอง จุดอ่อนที่ใช้โจมตีในลักษณะดังกล่าวจะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะ Apple ไม่มีนโยบายอัพเดตให้แล้ว ดังนั้นผู้ใช้กลุ่มนี้จึงเสี่ยงต่อการถูกเจาะมากทีสุด ผูัเชี่ยวชาญจาก Recurity Labs ได้สร้างเว็บไซต์ https://issl.recurity.com ที่ผู้ใช้ iOS สามารถท่องเข้าไปด้วยอุปกรณ์ เพื่อตรวจสอบว่ามีช่องโหว่ดังกล่าว หรือไม่? ซึ่งหากเห็นหน้าเว็บปรากฎขึ้นมาโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ก้แสดงว่า คุณมีช่องโหว่ที่จะใช้ในการหลอกเข้าโจมตีได้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง (ในรูปข้างบนนี้ ด้านซ้ายมือจะเป็น iOS ที่ยังไม่ได้แพตช์ จะไม่มีการแจ้งใดๆ โดยแสดงหน้าเว็บให้เห็นทันที ส่วนทางด้านขวาเป็น iOS 4.3.4. หน้าจอจะแจ้งเตือน) เว็บไซต์ในข่าว: Apple ข่าวไอที

กูเกิ้ลแจ้งเตือน”มัลแวร์”ติดพีซีคุณแล้ว

ขออนุญาตรายงานข่าวของ Google อีกสักชิ้นนะครับ โดยล่าสุดทางบริษัทได้เพิ่มความสามารถในการตรวจจับมัลแวร์ และเตือนให้ผู้ใช้ทราบ เมื่อพบว่า มันติดเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณแล้ว ว่าแต่เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ตัวนี้ยังคิดจะทำอะไรต่อไปอีกนะ อ้างอิงข้อมูลที่โพสต์ในบล็อกของ Google โดย Damian Menscher วิศวกรระบบรักษาความปลอดภัยอธิบายว่า เมื่อเร็วๆ นี้ทางบริษัทสังเกตพบรูปแบบของแทรฟฟิกกการค้นหาที่ไม่ปกติ ในขณะที่กำลังบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ตามวาระปกติ เมื่อสำรวจลงไปจีงพบว่า แทรฟฟิกที่ไม่ปกติดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์ ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาสามารถตรวจจับ และระบุการติดมัลแวร์ได้ ทีมวิศวกรของ Google จึงได้ตัดสินใจเริ่มแจ้งเตือนผู้ใช้โดยแสดง”ข้อความแจ้งเตือน”ไว้ด้านบนหน้าผลลัพธ์การเสิร์ชบนคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์เข้าไปแล้ว การเตือนง่ายๆ ดังกล่าวจะมาพร้อมลิงค์ที่พาไปยังหน้าอธิบายว่า ทำไมข้อความถึงแจ้งเตือนขึ้นมา และวิธีกำจัดพวกมันออกจากคอมพิวเตอร์ แต่ก่อนที่คุณผู้อ่านจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องสแกนไวรัส และมัลแวร์ด้วยโปรแกรมระบบรักษาความปลอดภัยแล้วล่ะสิ ซึ่งตรงนี้ต้องขอย้ำอีกครั้ง คุณสมบัติใหม่ของ Google จะตรวจจับได้เฉพาะมัลแวร์ที่ติดคอมพิวเตอร์แล้วส่งแทรฟฟิกไปยังกูเกิ้ลผ่านพล็อกซี่จำนวนหนึ่ง “Google จะแจ้งเตือนผู้ใช้ที่มีแทรฟฟิกผ่านพล็อกซี่เหล่านี้ พร้อมทั้งช่วยพวกเขาให้อัพเดตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส และกำจัดมัลแวร์ออกไป” เพราะฉะนั้น คุณยังคงต้องติดตั้งซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสไว้บนเครืองคอมพิวเตอร์ เพื่อความปลอดภัยในการท่องเน็ตอยู่ดี เว็บไซต์ในข่าว: Google ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ช่องโหว่ IE ฉก Cookie สวมรอยผู้ใช้ได้

รายงานข่าวล่าสุด ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวการพบช่องโหว่ใน IE ทุกเวอร์ชัน โดย Trend Micro บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวสามารถใช้โจมตียูสเซอร์ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Cookiejacking โดยการขโมย”คุ้กกี้” (ไฟล์ข้อความเล็กๆ ที่เก็บข้อมูลสถานะการใช้งานของผู้ใช้) ในบราวเซอร์ออกไปได้ ผลลัพธ์ก็คือ แฮคเกอร์สามารถใช้คุ้กกี้ดังกล่าวเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้บน Facebook, Twitter หรือแม้แต่ Gmail นักวิจัยจากบริษัท Trend Micro เปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้ IE ต้องระวังตัวให้ดี เนื่องจากขณะนี้แฮคเกอร์สามารถโจมตีผู้ใช้ได้ด้วยการขโมยข้อมูล (ไฟล์ cookies) ที่สามารถนำไปใช้ในการเข้าถึงบัญชีผู้ใช้บน Facebook และเว็บไซต์ต่างๆ โดยอาศัยช่องโหว่ที่พบในบราวเซอร์ Internet Explorer ซึ่งตัวอย่างการใช้ช่องโหว่ดังกล่าว จะเป็นการหลอกให้ลาก และวางออบเจ็กต์ โดยในที่นี้เป็นรูปหญิงสาวเซ็กซี่ถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน เมื่อเรียงเสร็จ cookies ก็ถูกขโมยไปโดยโค้ดอันตรายที่ใช้ช่องโหว่ และกำลังทำงานอยู่ด้านหลังเรียบร้อยแล้ว ดังที่แสดงให้เห็นในคลิปแสดงให้เห็นในคลิปวิดีโอข้างล่างนี้     อย่างไรก็ตาม Microsoft กล่าวว่า “การที่ช่องโหว่ดังกล่าวจะถูกจัดให้มีระดับความเสี่ยงสูง ผู้ใช้จะต้องไม่มีการโต้ตอบใดๆ พูดง่ายๆ ก็คือ MS จะพิจารณาช่องโหว่ร้ายแรงก็ต่อเมื่อผู้ใช้สามารถโดนโจมตีได้โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ได้โต้ตอบ หรือต้องทำอะไรเป็นพิเศษ การใช้ช่องโหว่ข้างต้น ผู้ใช้จะต้องถูกหลอกล่อให้เข้าไปยังเว็บไซต์อันตราย และถูกโน้มน้าวให้คลิก หรือลากไอเท็มใดๆ ไปบนหน้าเว็บเพจในลักษณะที่สาธิตในวิดีโอ เพื่อผู้โจมตีจะได้มีโอกาสขโมยคุ้กกี้จากเว็บไซต์ที่ผู้ใช้ล็อกออนไว้แล้ว กรณีนี้ ผู้ใช้จะต้องป้องกันตัวเองตั้งแต่หลีกเลี่ยงการคลิกลิงค์ที่หน้าสงสัย รวมถึงการปรับระดับความปลอดภัยของการทำงานใน IE ให้สูงขึ้น เพื่อความปลอดภัย” ทางด้าน Robert McArdle นักวิจัยอาวุโสทางด้านภัยคุกคามจากTrend Micro กล่าวว่า เขาไม่รู้สึกพอใจกับท่าทีของ Microsoft ที่มีต่อช่องโหว่ดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวว่า คำตอบของไมโครซอฟท์ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเว็บไซต์อันตรายถูกเยี่ยมชมโดยผู้ใช้ทุกวัน และด้วยกลไกการหลอกล่อด้วยเทคนิค Social Engineering เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ใช้โต้ตอบกับหน้าเว็บ (ลากออบเจ็กต์ภาพหญิงสาว) เป็นอะไรที่เวิร์กมากๆ พวกมันชอบทิ้งคุ้กกิ้ไว้ในเครื่องของเหยื่อ พอๆ กับที่ผู้ใช้ก็ไม่ค่อยจะลบ cookies การที่ MS ไม่ให้ความสำคัญช่องโหว่นี้ เป็นการแนะนำที่ผิดพลาดมาก เพราะมันอาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่า พวกเขาไม่ต้องระวังตัวมากนักกับการแค่คลิกเข้าไปตามลิงค์ที่อาจจะพาเข้าไปยังเว็บไซต์อันตรายได้

แมคอาฟี่ชี้”มัลแวร์”จัดหนักสมาร์ทโฟน

แมคอาฟี่ (McAfee) บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต เปิดเผยรายงานช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ว่า ในขณะที่สแปม (spam) คอมพิวเตอร์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่จำนวนของมัลแวร์ และซอตฟ์แวร์แอนตี้ไวรัสปลอมบนอินเทอร์เน็ตกำลังเพิ่มขึ้น และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว McAfee ได้ติดตามรายงานการจู่โจมของมัลแวร์ ตลอดจนภัยคุกคามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในลักษณะต่างๆ ช่วงไตรมาสแรกของปี 2011 ซึ่งผลจากการศึกษาได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า “Spam มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการลดจำนวนของบ็อทเน็ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามแบบใหม่ที่กำลังเข้ามาแทน Spam ที่รุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 20 นั่่นก็คือ อาชญกรรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะของการใช้ “มัลแวร์” ซึ่งมีลักษณะเป็นโปรแกรมเล็กๆ สามารถแทรกซึมเข้าไปในคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์โมบายต่างๆ เพื่อขโมยข้อมูลอย่างเช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร และรหัสผ่าน McAfee ที่ปัจจุบันเป็นบริษัทลูกของ Intel รายงานว่า พบตัวอย่างเหยื่อที่โดนเล่นงานโดยมัลแวร์เฉพาะไตรมาสแรกมากถึง 6 ล้านรายด้วยกัน ซึ่งถือได้ว่า เป็นการเริ่มต้นปี 2011 ที่หนักมากทีเดียว โดยเฉพาะบนอุปกรณ์โมบายที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Symbian จะตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่มัลแวร์เลือกโจมตี ในขณะที่สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android จาก Google ขึ้นแท่นเป้าหมายในการโจมตีด้วยมัลแวร์เป็นอันดับสอง ปัญหาหนึ่งของ Android ก็คือ มันไม่มีศูนย์กลางที่ Google สามารถตรวจสอบแอพทีมีพฤติกรรมน่าสงสัย ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Apple จะมีการตรวจสอบแอพฯ iPhone ที่มีระเบียบรัดกุมกว่ามาก ยิ่งมีการประมวลผลบนสมาร์ทโฟนมากเท่าไร การเพิ่มจำนวนของมัลแวร์ก็จะเติบโตตามไปด้วย ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

แฮคเกอร์ถล่มเว็บ CIA ล่มนานกว่า 2 ชม.

รายงานข่าวล่าสุด กลุ่มแฮคเกอร์ (Hacker) ทีใช้ชื่อว่า LulzSec อ้างพวกเขาสามารถถล่มเว็บไซต์หน่วยสืบราชการลับแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ cia.gov จนไม่สามารถให้บริการได้เป็นเวลานาน 2 – 3 ชั่วโมงเมื่อวันพุธที่ผ่านมา พร้อมกันที่ทางกลุ่มได้โพสต์ข้อความไว้บนทวิตเตอร์ว่า “Tango down – cia.gov – for the lulz,” (คำว่า Lulz เป็นสแลงบนอินเทอร์เน็ตหมายถึง laughs) อย่างไรก็ตาม Preston Golson ตัวแทนจาก CIA ยอมรับว่า เว็บไซต์มีปัญหาในการให้บริการจริง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดของสาเหตุที่เกิดขึ้นได้ “เรากำลังตรวจสอบในเรื่องดังกล่าว” เขากล่าว สำหรับการตั้งใจที่จะโจมตีเว็บไซต์เผยแพร่ข้อมูลของ CIA ที่เกิดขึ้นล่าสุดนี้เป็นฝีมือของกลุ่มแฮคเกอร์ LulzSec ที่มุ่งเน้นโจมตีเว็บไซต์ดังๆ โดยก่อนหน้านี้ทางกลุ่มยังได้โจมตีเว็บไซต์ Sony และบริษัทวิดีโอเกมส์อื่นๆ อย่าง Nintendo ด้วย นอกจากนี้ เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา LulzSec ยังได้โพสต์ข้อมูลที่ขโมยมาจากเว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ของวุฒิสภาสหรัฐฯ ก่อนหน้าที่ทาง LulzSec จะเล่นงานเว็บไซต์ CIA พวกเขาได้เคยโจมตีหน่วยสืบสวนสอบสวนกลางสหรัฐฯ หรือ FBI ด้วยการใช้ข้อมูลที่ขโมยมาได้จากโปรแกรม Infragard เพื่อเจาะเข้าไปยังบริษัทวิจัยเล็กๆ อีกทั้งเปิดเผยว่า จะเล่นงานเว็บไซต์สถานี PBS อีกด้วย ซึ่งการเข้าโจมตีเว็บไซต์ดังๆ และหน่วยงานของรัฐบาลฯ พร้อมทั้งเผยแพร่ข้อมูลที่ขโมยออกมาได้บนเว็บไซต์อาจจะกระตุ้นให้เหล่าบรรดาแฮคเกอร์อื่นๆ ลุกขึ้นมาเลียนแบบกลุ่มนี้บ้างก็ได้ และนั่นคงน่ากลัวกว่าสิ่งทีเกิดขึ้นวันนี้หลายเท่านัก ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

Hacker เผยช่องโหว่ iPhone, iPad

รายงานข่าวล่าสุด แฮคเกอร์ (hacker) เผยบั๊กใน iOS ของ Apple ซึ่งผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยกล่าวว่า เหล่าอาชญากรรมคอมพิวเตอร์สามารถนำช่องโหว่ที่พบนี้ไปใช้ในการควบคุมอุปกรณ์ iPhone, iPad และ iPod Touch ผ่านทางอินเทอร์เน็ตได้ (เช่นเดียวกับการควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ที่เชือมต่อบนเน็ต) ช่องโหว่ระบบรักษาความปลอดภัยที่พบในระบบปฎิบัติการ iOS ถูกเปิดเผยเมื่อวันพุธที่ผ่านมาบนเว็บไซต์www.jailbreakme.com ซึ่งเปิดเผยโค้ดให้ลูกค้า Apple สามารถใช้แก้ไขระบบปฏิบัติการ iOS ให้ทำงานในลักษณะที่ต้องการได้ สำหรับผู้ใช้ทีทำเจลเบรคส่วนใหญ่ต้องการดาวน์โหลด และรันแอพพลิเคชันที่ไม่ผ่านการตรวจสอบโดย Apple หรือใช้ iPhone บนเครือข่ายของโอเปอเรเตอร์ที่ไม่ได้ับการตรวจสอบจาก Apple เช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า แฮคเกอร์ที่เป็นอาชญากรคอมพิวเตอร์สามารถดาวน์โหลดโค้ดที่มีการเปิดเผยออกมา เพื่อทำวิศวกรรมย้อนกลับ (reverse engineer) เพื่อหาช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัย และสร้างโปรแกรมอันตรายได้ภายในสองสามวัน ประเด็นก็คือ Apple ยังไม่ได้ออกอัพเดตที่จะช่วยปกป้อง iOS จากการโจมตีด้วยซอฟต์แวร์อันตรายที่มีการใช้ช่องโหว่ได้ อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทได้ตระหนักในปัญหาดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งแจ้งว่า Apple กำลังพัฒนาส่วนแก้ไขปัญหาดังกล่าวแล้ว โดยจะมาพร้อมกับอัพเดตซอฟต์แวร์รุ่นถัดไป ทั้งนี้ Apple พยายามต่อต้านการทำเจลเบรคด้วยการตดสิทธิ์ประกันเครื่องหากลูกค้าทำเจลเบรค ซึ่งช่องโหว่ของระบบรักษาความปลอดภัยของ iOS จะส่งผลกระทบกับอุปกรณ์ต่างๆ ที่รันโอเอสดังกล่วา ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad และ iPod Touch ที่มีอยู่หลายล้านเครื่องทั่วโลก อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อธุรกิจของ Apple โดยตรง ในส่วนของบั๊กที่พบ แฮคเกอร์สามารถใช้ช่องโหว่ใน iOS ได้ด้วยการสร้างไฟล์เอกสาร PDF อันตราย และจะสามารถติดเข้าไปในอุปกรณ์ใดๆ ของ Apple ได้ทันทีที่ผู้ใช้พยายามเปิดไฟล์เอกสารดังกล่าว และเมื่ออุปกรณ์ของผู้ใช้ติดมัลแวร์เข้าไปแล้ว แฮคเกอร์จะสามารถทำอะไรก็ได้ตามที่ต้องการ ซึ่งรวมถึงการขโมยรหัสผ่าน ไฟล์เอกสาร และอีเมล์ ทางด้าน Comex แฮคเกอร์วัย 19 ปีในนิวยอร์ก ผู้พัฒนาเครื่องมือในการทำเจลเบรค กล่าวว่า แอปเปิ้ลน่าจะสามารถทำแพตช์อุดช่อโหว่ได้ก่อนที่แฮคเกอร์ที่ไม่หวังดีจะสามารถพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ใช้บั๊กดังกล่าวได้ ดังที่ Apple ได้เคยทำสำเร็จมาแล้ว แต่ครั้งนี้ Comex กล่าวว่า เขาไม่แน่ใจเหมือนกันว่า Apple จะทำทันหรือเปล่า เนื่องจากการทำวิศวกรรมย้อนหลังครั้งนี้ไม่ยากเลย… ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

โทรจันไวรัสแพร่กระจายผ่าน”เมาส์”ได้!!!

รายงานข่าวเช้านี้ อาจจะทำให้คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip หลายๆ ท่านต้องแอบหวั่นใจเล็กๆ เป็นแน่ เมื่อ Netragard บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ได้ทดลองแฮค “เมาส์” ที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวันนี้ให้มันสามารถแพร่กระจายโทรจันไวรัส หรือมัลแวร์ต่างๆ ได้ นอกเหนือจากการที่ตัวคุณเองจะพลัดหลงเข้าไปในเว็บไซต์อันตราย หรือเสียบแฟลชไดรฟ์ที่ติดไวรัส…โอ้ว พระเจ้า จอร์จช่วยซาร่าด้วย!!! Netragard ได้ทดลองปรับแต่งฮาร์ดแวร์ของ”เมาส์”ที่เราใช้เสียบเข้ากับพอร์ต USB ใช้งานทุกเมื่อเชื่อวันให้มันสามารถแพร่กระจายมัลแวร์เข้าไปในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย “เมาส์ที่เราดัดแปลงภายในจะได้รับการติดตั้งไมโครคอนโทรลเลอร์ ไมโครยูเอสบีฮับ สายเคเบิ้ลมินิยูเอสบี แฟลชไดรฟ์ขนาดเล็ก และ”มัลแวร์”ที่ใช้แพร่กระจาย ซึ่งในความเป็นจริงอาจจะไม่ต้องเป็นเมาส์ แต่เป็นอุปกรณ์ที่ผู้ใช้นำไปเสียบกับพอร์ตยูเอสบีได้โดยไม่สงสัยในตัวมัน โดยทันทีที่ผู้ใช้เสียบเมาส์อันตรายเข้ากับคอมพิวเตอร์ มัลแวร์ที่ทำขึั้นมาโดยเฉพาะก็จะติดเข้าไป และแพร่กระจายตัวเองต่อไปยังคอมพิวเตอร์เครื่้องอื่นๆ บนเครือข่ายต่อไป” Netragard กล่าว ในโครงการทดลองนี้ ทางบริษัท Netragard ใช้เมาส์ Logitech USB โดยติดตั้งอุปกรณ์ทั้งหมดข้างต้นไว้ภายใน ซึ่งแน่นอนว่า ภายในตัวมันจะมีแฟลชไดรฟ์ยูเอสบีขนาดเล็กที่เก็บมัลแวร์ไว้ภายใน อย่างไรก็ตาม แม้แฟลชไดรฟ์ดังกล่าวจะไม่ได้ใส่เข้าไปในเมาส์ Netragard กล่าวว่า มันก็ยังสามารถดึงมัลแวร์จากเว็บไซต์แทนได้ นอกจากนี้ ทางบริษัทยังพยายามทดลองทำให้มัลแวร์ที่อยู่ใน”เมาส์”หลุดรอดจากการไล่จับของแอนตี้ไวรัสซอฟต์แวร์อีกด้วย โดยเฉพาะไดอะล็อกบ๊อกซ์ที่โผล่ขึ้นมาให้ผู้ใช้ตอบว่า ยอมให้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์ตัวนี้ หรือไม่ ซึ่งหากผ่านตรงนี้ไปได้ ผู้ใช้จะไม่ทันสังเกตอาการผิดปกติใดๆ ได้เลย Netragard ได้ทดลองส่งเมาส์ไปยังเป้าหมาย โดยอ้างว่าเป็นโปรโมชั่น เพื่อหลอกล่อให้เหยื่อใช้มัน ไม่เกินสามวัน ทางบริษัทก็พบมัลแวร์ที่อยู่ในเมาส์ตัวดังกล่าวส่งข้อมูลกลับมายังบริษัท ทั้งหมดนี้ Netragard พยายามที่จะพิสูจน์ให้ตระหนักว่า ฮาร์ดแวร์ที่ดูเหมือนไม่มีภัยอะไร สามารถใช้เป็นพาหะในการแพร่กระจายโค้ดอันตรายได้เหมือนกัน ข้อมูลจาก: Netragard ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์