ระวัง!!! ไวรัสที่แฝงมากับ QR Code

[เอ.อาร์.ไอ.พี, www.arip.co.th] เตือน!!! ต่อไปใครเวลาที่คุณผู้อ่านพบเห็น QR Code (Quick Response) ก็อย่ารีบสุ่มสี่สุ่มห้าสแกนเข้าไปในสมาร์ทโฟนนะครับ เพราะแทนที่คุณจะทราบว่า ข้อมูลเบื้องหลังรหัสคิวอาร์นั้นคืออะไรกันแน่ มันอาจจะเป็นเชื้อชั่ว”มัลแวร์” (ไวรัส, หนอน ฯลฯ) ที่เข้าไปฝังตัวในสมาร์ทโฟนของคุณก็ได้ งานนี้ผู้ใช้สมาร์ทโฟนสายพันธุ์ Android ต้องระวังตัวมากเป็นพิเศษ!!! ข้อมูลจาก Kaspersky (บริษัทผู้พัฒนาแอพฯ ป้องกันไวรัสบนสมาร์ทโฟน Android ในราคา 10 เหรียญฯ) กล่าวว่า ไวรัสบน Android กำลังเตรียมจู่โจมผู้ใช้ด้วยวิธีใหม่ๆ ในขณะเดียวกันก็หนักข้อขึ้นเรื่อยๆ แม้จะยังไม่มีข่าวการถูกโจมตีอย่างแพร่หลายมากนัก แต่ด้วยการเพิ่มวิธีอื่นๆ ในการเจาะเข้าสมาร์ทโฟน ทำให้มันกลายเป็นภัยคุกคามที่คุณผู้อ่านเว็บไซต์ arip ต้องระวังตัวกันด้วย โดยยุทธวิธีที่ใช้ในการโจมตีล่าสุด พวกมันเลือกที่จะแฝงโค้ดอันตรายในรูปของ QR Codes เมื่อผู้ใช้สแกน แล้วคลิกตามลิงค์ URL เข้าไป ก็จะติดกับดักของมัน ได้ทันที (แนวคิดนี้จะคล้ายๆ กับการใช้ Shorten URL หรือแอดเดรสอย่างย่อของเว็บไซต์) ซึ่งผู้ใช้จะถูกพาเข้าไปยังเว็บไซต์ที่เตรียโค้ดอันตราย (มัลแวร์ ไวรัส หนอน โทรจัน ฯลฯ) ไว้รอท่าแล้ว สำหรับ ขั้นตอนโดยละเอียดของการโจมตีสมาร์ทโฟน Android ของคุณ จะเริ่มต้นด้วยการที่ผู้ไม่หวังดีปล่อย QR Codes หลอกออกมา โดยตัวมันจริงๆ แล้วเป็นลิงค์ที่เปิดให้สมาร์ทโฟนของคุณโหลด Virus.APK ไฟล์แพคเกจสำหรับติดตั้งโปรแกรมบน Android เมื่อผู้ใช้สแกนเข้าไป ก็จะสังเกตเห็น Notification ซึ่งจะแจ้งให้ผู้ใช้ลากมันลงมาดู ก่อนที่จะได้ทันฉุกคิดอะไร นิ้วอันแสนไวก็จิ้มสัมผัสบนรายการดังกล่าว เพื่อให้มันเข้าไปสิงสถิตย์ใน สมาร์ทโฟนของเหยื่อได้อย่างง่ายดาย จุดสังเกตที่ต้องระวังให้มากคือ ไฟล์ APK จะมาพร้อมกับรายการขออนุญาตเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในเครื่องมากมาย ซึ่งหากคุณไม่สนใจอีก คลิก Install เหล่าไวรัส มัลแวร์ และโทรจัน ก็จะเข้าไปอยู่ในสมาร์ทโฟนของคุณทันที เว็บไซต์ในข่าว: Kaspersky     ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ช่องโหว่ Siri แอบใช้ iPhone 4S ได้!!!

ในขณะที่ผู้ใช้หลายคนกำลังสนุกกับ Siri แอพฯ สั่งงานด้วยเสียงบน iPhone 4S แต่เธอ (เสียงผู้หญิงในโปรแกรม) อาจจะไม่ได้คุยกับคุณที่เป็นเจ้าของเท่านั้น แต่เธอพร้อมจะคุยกับคนแปลกหน้าด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงช่องโหว่ที่อาจทำให้ระบบไม่มีความปลอดภัยได้ หากไม่ได้มีการตั้งค่า (Security Settings) อย่างเหมาะสม Graham Cluley นักวิจัยจาก Sophos บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัยได้โฟสต์ไว้บนบล็อกว่า การตั้งค่าเริ่มต้นใช้งานแอพฯ Siri จะสามารถ”รับคำสั่ง”จากใครก็ได้ แม้ว่าขณะนั้น iPhone 4S ของคุณจะอยู่ในโหมดล็อคการทำงาน (lock-down mode) นั่นหมายความว่า คนแปลกหน้า หรือใครก็ได้สามารถขโมย iPhone 4S ที่แม้จะล็อคอยู่ก็ตาม สามารถส่งอีเมล์ ข้อความ หรือกิจกรรมต่างๆ ด้วยการสวมสิทธิ์ของเจ้าของเครื่อง โดยไม่ต้องป้อนรหัส passcode แต่อย่างใด ซึ่งหากกล่าวในมุมของนักพัฒนา มักจะบอกว่า นี่ไม่ใช่ข้อผิดพลาด แต่เป็นคุณสมบัติของการทำงานต่างหาก สำหรับ เจ้าของ iPhone 4S  ให้ลองเข้าไปในส่วนของการตั้งค่าระบบรักษาความปลอดภัย (Security Settings) จะพบตัวเลือก “allow access Siri when locked with a passcode” (ยอมให้ใช้งาน Siri ได้ ขณะล็อคเครื่องด้วย Passcode) เปิดไว้ที่ดีฟอลต์ ซึ่งเป็นการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยที่แย่มาก Cluley กล่าว “มันเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับผมที่ Apple ทำเช่นนี้ พวกเขาควรเลือกที่จะทำให้ Siri มีความปลอดภัย แต่กลับเลือกที่จะสร้างความประทับใจในการใช้งานมากกว่าข้อมูลปฏิธินใน Calendar และ e-mail ของผู้ใช้” อย่างไรก็ตาม Apple ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นใดๆ ต่อสิ่งที่ Cluley โพสต์ไว้ในบล็อก [youtube]aS2u6ulzdsI[/youtube] จาก การทดสอบ แม้ Siri จะยอมให้ใช้งานได้แม้ iPhone 4S จะล็อคอยู่ แต่ก็ไม่ยอมให้อ่านอีเมล์ หากไม่มีการป้อน passcode อย่างไรก็ตาม Siri จะยังเปิดโอกาสให้ใช้คุณสมบัติการทำงานอื่นๆ ของ iPhone ไว้พอสมควรทีเดียว โดยเราสามารถสั่งให้ค้นหารายชื่อในคอนแทคส์ และอ่านรายละเอียดของข้อมูลในคอนแทคส์ให้ฟัง รวมถึงชื่อเล่น ใครส่งเมสเสจเข้ามา โทรออก (รวมถึงสั่งโทรต่างประเทศได้) ตลอดจนเปิดปิดนาฬิกาปลุก ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถทำได้แม้ iPhone 4S จะล็อคอยู่ก็ตาม ขณะเดียวกัน Siri จะไม่ยอมทำหลายอย่างด้วย เช่น

BCM บริการให้คำปรึกษาและจัดทำแผนบริหารเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

BCM บริการให้คำปรึกษาและจัดทำแผนบริหารเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง

การจัดทำแผนบริหารเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่องให้แก่ระบบการทำงานที่สำคัญของแต่ละองค์กรเพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในทุกช่วงสถานการณ์

มัลแวร์ Android ซุ่มอัดเสียงส่งแฮคเกอร์

ข่าวด่วน!!! นักวิจัยระบบรักษาความปลอดภัยอ้างพบโทรจัน Android ที่สามารถบันทึก”เสียง”การสนทนาของคุณบนสมาร์ทโฟน แล้วจัดเก็บเป็นไฟล์ออดิโอด้วยฟอร์แมต “amr” เพื่อส่งกลับไปยังเซิร์ฟเวอร์ของแฮคเกอร์ได้ โดยผูใช้ที่ตกเป็นเหยื่อไม่รู้ตัว “เมื่อมัลแวร์ติดตั้งตัวเองเข้าไปบนสมาร์ทโฟนของเหยื่อ มันจะทิ้งไฟล์คอนฟิกที่เก็บข้อมูลสำคัญๆ ที่ใช้ติดต่อเซิร์ฟเวอร์ปลายทางที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต และตัวแปรต่างๆ ที่เกี่ยวขั้อง” นักวิจัยจาก CA Technologies โพสต์ไว้ในบล็อกของทางบริษัท “เมื่อผู้ใช้ทำการเรียกสาย โค้ดของมัลแวร์ก็จะถูกปลุกขึ้นมาทำงานอีกครั้ง โดยในขณะที่การสนทนากำลังดำเนินไป โทรจันจะทำการบันทึกเสียง และจัดเก็บเป็นไฟล์ไว้ในไดเร็กทอรี่ shangzhou/callrecord ในการ์ดหน่วยความจำ SDCard” แต่ก่อนที่คุณผู้อ่านของเว็บไซต์ arip จะตกใจกันไป มีรายงานเพิ่มเติมจากเว็บไซต์ ArsTechnica ระบุว่า แม้โทรจันดังกล่าวจะได้รับการออกแบบให้สามารถอัพโหลดไฟล์เสียงที่ัมันแอบบันทึกไว้ไปยังเซิร์ฟเวอร์ปลายทาง แต่เนือ่งจากมีความผิดพลาดในการพิมพ์คำสั่งทำให้มัลแวร์ไม่สามารถดำเนินการในขั้นตอนนี้่ได้ นอกจากนี้ พวกมันยังไม่ได้แพร่กระจายตัวเองออกไปในวงกว้าง แต่มีรายงานว่ามันมีอยู่จริง ซึ่งความน่ากลัวก็คือ หากมัลแวร์ดังกล่าวถูกทำซ้ำ และดัดแปลงแก้ไขข้อผิดพลาดดังกล่าว แล้วปล่อยกลับเข้ามาใหม่ ผู้ใช้คงต้องระวังให้ดี จะเห็นได้ว่า มัลแวร์วันนี้จะเก่งขึ้นตามการพัฒนาของโอเอส และมือถือ เพราะฉะนันผู้ใช้สมาร์ทโฟนควรให้ความสำคัญในเรืองนี้ด้วย โดยไม่พยายามติดตั้งแอพฯที่ไม่น่าเชื่อถือ (นอกเหนือจากที่อยู่ใน Android Market) และติดตั้งแอพฯป้องกันมัลแวร์ ข้อมูลจาก: ca community blog ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

เตือน!!! ช่องโหว่ iOS เจาะง่ายกว่าที่คิด

แม้ว่า Apple จะได้ออกอัพเดตอุดช่องโหว่ระบบรักษาความปลอดภัยของ iOS เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาด้วยความรู้สึกที่ว่า มันไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร แต่สำหรับผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ เนื่องจากช่องโหว่ล่าสุดสามารถใช้งานได้ง่ายกว่าที่หลายคนคาดคิด โดยผู้ไม่หวังดีสามารถติดตั้ง และใช้แอพพลิเคชันอันตรายที่มีการเผยแพร่ออกมาในการติดตามข้อมูลทีสตรีมเข้าไปยังอุปกรณ์ iOS ที่ยังไม่แพตช์ได้อย่างง่ายดาย  แอพพลิเคชันอันครายที่ใช้ช่องโหว่ของ iOS ขื่อว่า SSLSniff ซึ่งมันได้รับการอัพเดตความสามารถในการใช้ช่องโหว่ของ iOS แล้วด้วย โดย SSLSniff เวอร์ชันใหม่นี้จะสามารถดักจับข้อมูลจากช่องทางการสื่อสารที่ปลอดภัยของอุปกรณ์ iOS ที่ยังไม่แพตช์ได้ โดยผู้เชี่ยวชาญจาก Sophos กล่าวว่า ใครที่ใช้อุปกรณ์ใดๆ ก็ตามที่ทำงานด้วย iOS ต้องระวังโดนแอบดักจับข้อมูลด้วย SSLSniff ที่สามารถทำงานกับ iOS 4.3.4 สำหรับอุปกรณ์ GSM ไปจนถึง 4.2.9 สำหรับ CDMA และรุ่นทีเก่ากว่า ซึ่งรวมถึง iOS 5 รุ่นทดสอบ เนื่องจากระบบรับรองความปลอดภัย (security certificate system) ของ iOS มีจุดอ่อนที่สามารถใช้เป็นช่องโหว่ โดยเฉพาะการทีมันยอมให้ใบรับรองดิจิตอลที่ซื้อมาจาก CA แห่งหนึ่งไปใช้ในการรับรองอื่นๆ ได้ด้วย ซึ่งทำให้ iOS เข้าใจผิดคิดว่า การรับรองนั้นใช้ได้อย่างถูกต้อง นั่นหมายความว่า แฮคเกอร์สามารถหลอกให้อุปกรณ์เชื่อมต่อทีมีการรับรองได้ โดยผู้ใช้ไม่ทันสงสัยว่า ความจริงแล้ว กำลังถูกเชื่อมต่อโดยแฮคเกอร์ “การอนุญาตในลักษณะนี้ทำให้ใครก็สามารถดักจับแทรฟฟิกของ iPhone, iPad หรือ iPod Touch ด้วยเทคนิค man-in-the-middle เพื่อดักจับ และอ่านข้อมูลทั้งหมดที่วิ่งอยู่บนแทรฟฟิก SSL ได้โดยที่ผู้ใช้ไม่รู้ตัว” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว กรณีของช่องโหว่ที่พบนี้ ถือเป็นเรื่องเร่งด่วนมาก เนื่องจากผู้ใช้อุปกรณ์ iOS ส่วนใหญ่จะใช้ฮอตสปอต Wi-Fi สาธารณะ ซึ่งทำให้ผู้บุกรุกสามารถเจาะได้ง่ายมาก สำหรับผู้ใช้ iPhone รุ่นแรก หรือ iPhone 3G หรือ iPod Touch ทั้งรุ่นแรก และรุ่นที่สอง จุดอ่อนที่ใช้โจมตีในลักษณะดังกล่าวจะไม่ได้รับการแก้ไข เพราะ Apple ไม่มีนโยบายอัพเดตให้แล้ว ดังนั้นผู้ใช้กลุ่มนี้จึงเสี่ยงต่อการถูกเจาะมากทีสุด ผูัเชี่ยวชาญจาก Recurity Labs ได้สร้างเว็บไซต์ https://issl.recurity.com ที่ผู้ใช้ iOS สามารถท่องเข้าไปด้วยอุปกรณ์ เพื่อตรวจสอบว่ามีช่องโหว่ดังกล่าว หรือไม่? ซึ่งหากเห็นหน้าเว็บปรากฎขึ้นมาโดยไม่มีการแจ้งเตือนใดๆ ก้แสดงว่า คุณมีช่องโหว่ที่จะใช้ในการหลอกเข้าโจมตีได้โดยไม่รู้ตัวนั่นเอง (ในรูปข้างบนนี้ ด้านซ้ายมือจะเป็น iOS ที่ยังไม่ได้แพตช์ จะไม่มีการแจ้งใดๆ โดยแสดงหน้าเว็บให้เห็นทันที ส่วนทางด้านขวาเป็น iOS 4.3.4. หน้าจอจะแจ้งเตือน) เว็บไซต์ในข่าว: Apple ข่าวไอที

กูเกิ้ลแจ้งเตือน”มัลแวร์”ติดพีซีคุณแล้ว

ขออนุญาตรายงานข่าวของ Google อีกสักชิ้นนะครับ โดยล่าสุดทางบริษัทได้เพิ่มความสามารถในการตรวจจับมัลแวร์ และเตือนให้ผู้ใช้ทราบ เมื่อพบว่า มันติดเข้าไปในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณแล้ว ว่าแต่เสิร์ชเอ็นจิ้นยักษ์ใหญ่ตัวนี้ยังคิดจะทำอะไรต่อไปอีกนะ อ้างอิงข้อมูลที่โพสต์ในบล็อกของ Google โดย Damian Menscher วิศวกรระบบรักษาความปลอดภัยอธิบายว่า เมื่อเร็วๆ นี้ทางบริษัทสังเกตพบรูปแบบของแทรฟฟิกกการค้นหาที่ไม่ปกติ ในขณะที่กำลังบำรุงรักษาเซิร์ฟเวอร์ตามวาระปกติ เมื่อสำรวจลงไปจีงพบว่า แทรฟฟิกที่ไม่ปกติดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์ ซึ่งนั่นหมายความว่า พวกเขาสามารถตรวจจับ และระบุการติดมัลแวร์ได้ ทีมวิศวกรของ Google จึงได้ตัดสินใจเริ่มแจ้งเตือนผู้ใช้โดยแสดง”ข้อความแจ้งเตือน”ไว้ด้านบนหน้าผลลัพธ์การเสิร์ชบนคอมพิวเตอร์ที่ติดมัลแวร์เข้าไปแล้ว การเตือนง่ายๆ ดังกล่าวจะมาพร้อมลิงค์ที่พาไปยังหน้าอธิบายว่า ทำไมข้อความถึงแจ้งเตือนขึ้นมา และวิธีกำจัดพวกมันออกจากคอมพิวเตอร์ แต่ก่อนที่คุณผู้อ่านจะคิดว่า ถ้าอย่างนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องสแกนไวรัส และมัลแวร์ด้วยโปรแกรมระบบรักษาความปลอดภัยแล้วล่ะสิ ซึ่งตรงนี้ต้องขอย้ำอีกครั้ง คุณสมบัติใหม่ของ Google จะตรวจจับได้เฉพาะมัลแวร์ที่ติดคอมพิวเตอร์แล้วส่งแทรฟฟิกไปยังกูเกิ้ลผ่านพล็อกซี่จำนวนหนึ่ง “Google จะแจ้งเตือนผู้ใช้ที่มีแทรฟฟิกผ่านพล็อกซี่เหล่านี้ พร้อมทั้งช่วยพวกเขาให้อัพเดตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัส และกำจัดมัลแวร์ออกไป” เพราะฉะนั้น คุณยังคงต้องติดตั้งซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสไว้บนเครืองคอมพิวเตอร์ เพื่อความปลอดภัยในการท่องเน็ตอยู่ดี เว็บไซต์ในข่าว: Google ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์

ช่องโหว่ IE ฉก Cookie สวมรอยผู้ใช้ได้

รายงานข่าวล่าสุด ก่อนหน้านี้มีรายงานข่าวการพบช่องโหว่ใน IE ทุกเวอร์ชัน โดย Trend Micro บริษัทผู้เชี่ยวชาญระบบรักษาความปลอดภัย ซึ่งช่องโหว่ดังกล่าวสามารถใช้โจมตียูสเซอร์ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า Cookiejacking โดยการขโมย”คุ้กกี้” (ไฟล์ข้อความเล็กๆ ที่เก็บข้อมูลสถานะการใช้งานของผู้ใช้) ในบราวเซอร์ออกไปได้ ผลลัพธ์ก็คือ แฮคเกอร์สามารถใช้คุ้กกี้ดังกล่าวเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้บน Facebook, Twitter หรือแม้แต่ Gmail นักวิจัยจากบริษัท Trend Micro เปิดเผยข้อมูลที่ทำให้ผู้ใช้ IE ต้องระวังตัวให้ดี เนื่องจากขณะนี้แฮคเกอร์สามารถโจมตีผู้ใช้ได้ด้วยการขโมยข้อมูล (ไฟล์ cookies) ที่สามารถนำไปใช้ในการเข้าถึงบัญชีผู้ใช้บน Facebook และเว็บไซต์ต่างๆ โดยอาศัยช่องโหว่ที่พบในบราวเซอร์ Internet Explorer ซึ่งตัวอย่างการใช้ช่องโหว่ดังกล่าว จะเป็นการหลอกให้ลาก และวางออบเจ็กต์ โดยในที่นี้เป็นรูปหญิงสาวเซ็กซี่ถูกแบ่งเป็น 4 ส่วน เมื่อเรียงเสร็จ cookies ก็ถูกขโมยไปโดยโค้ดอันตรายที่ใช้ช่องโหว่ และกำลังทำงานอยู่ด้านหลังเรียบร้อยแล้ว ดังที่แสดงให้เห็นในคลิปแสดงให้เห็นในคลิปวิดีโอข้างล่างนี้     อย่างไรก็ตาม Microsoft กล่าวว่า “การที่ช่องโหว่ดังกล่าวจะถูกจัดให้มีระดับความเสี่ยงสูง ผู้ใช้จะต้องไม่มีการโต้ตอบใดๆ พูดง่ายๆ ก็คือ MS จะพิจารณาช่องโหว่ร้ายแรงก็ต่อเมื่อผู้ใช้สามารถโดนโจมตีได้โดยไม่รู้ตัว หรือไม่ได้โต้ตอบ หรือต้องทำอะไรเป็นพิเศษ การใช้ช่องโหว่ข้างต้น ผู้ใช้จะต้องถูกหลอกล่อให้เข้าไปยังเว็บไซต์อันตราย และถูกโน้มน้าวให้คลิก หรือลากไอเท็มใดๆ ไปบนหน้าเว็บเพจในลักษณะที่สาธิตในวิดีโอ เพื่อผู้โจมตีจะได้มีโอกาสขโมยคุ้กกี้จากเว็บไซต์ที่ผู้ใช้ล็อกออนไว้แล้ว กรณีนี้ ผู้ใช้จะต้องป้องกันตัวเองตั้งแต่หลีกเลี่ยงการคลิกลิงค์ที่หน้าสงสัย รวมถึงการปรับระดับความปลอดภัยของการทำงานใน IE ให้สูงขึ้น เพื่อความปลอดภัย” ทางด้าน Robert McArdle นักวิจัยอาวุโสทางด้านภัยคุกคามจากTrend Micro กล่าวว่า เขาไม่รู้สึกพอใจกับท่าทีของ Microsoft ที่มีต่อช่องโหว่ดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวว่า คำตอบของไมโครซอฟท์ไม่ถูกต้อง เนื่องจากเว็บไซต์อันตรายถูกเยี่ยมชมโดยผู้ใช้ทุกวัน และด้วยกลไกการหลอกล่อด้วยเทคนิค Social Engineering เพื่อโน้มน้าวให้ผู้ใช้โต้ตอบกับหน้าเว็บ (ลากออบเจ็กต์ภาพหญิงสาว) เป็นอะไรที่เวิร์กมากๆ พวกมันชอบทิ้งคุ้กกิ้ไว้ในเครื่องของเหยื่อ พอๆ กับที่ผู้ใช้ก็ไม่ค่อยจะลบ cookies การที่ MS ไม่ให้ความสำคัญช่องโหว่นี้ เป็นการแนะนำที่ผิดพลาดมาก เพราะมันอาจทำให้ผู้ใช้เข้าใจว่า พวกเขาไม่ต้องระวังตัวมากนักกับการแค่คลิกเข้าไปตามลิงค์ที่อาจจะพาเข้าไปยังเว็บไซต์อันตรายได้

แมคอาฟี่ชี้”มัลแวร์”จัดหนักสมาร์ทโฟน

แมคอาฟี่ (McAfee) บริษัทผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบรักษาความปลอดภัยบนคอมพิวเตอร์ และอินเทอร์เน็ต เปิดเผยรายงานช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ว่า ในขณะที่สแปม (spam) คอมพิวเตอร์ลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่จำนวนของมัลแวร์ และซอตฟ์แวร์แอนตี้ไวรัสปลอมบนอินเทอร์เน็ตกำลังเพิ่มขึ้น และแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว McAfee ได้ติดตามรายงานการจู่โจมของมัลแวร์ ตลอดจนภัยคุกคามผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในลักษณะต่างๆ ช่วงไตรมาสแรกของปี 2011 ซึ่งผลจากการศึกษาได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า “Spam มีการลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการลดจำนวนของบ็อทเน็ตครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” อย่างไรก็ตาม ภัยคุกคามแบบใหม่ที่กำลังเข้ามาแทน Spam ที่รุ่งเรืองในช่วงศตวรรษที่ 20 นั่่นก็คือ อาชญกรรมคอมพิวเตอร์ในลักษณะของการใช้ “มัลแวร์” ซึ่งมีลักษณะเป็นโปรแกรมเล็กๆ สามารถแทรกซึมเข้าไปในคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์โมบายต่างๆ เพื่อขโมยข้อมูลอย่างเช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร และรหัสผ่าน McAfee ที่ปัจจุบันเป็นบริษัทลูกของ Intel รายงานว่า พบตัวอย่างเหยื่อที่โดนเล่นงานโดยมัลแวร์เฉพาะไตรมาสแรกมากถึง 6 ล้านรายด้วยกัน ซึ่งถือได้ว่า เป็นการเริ่มต้นปี 2011 ที่หนักมากทีเดียว โดยเฉพาะบนอุปกรณ์โมบายที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Symbian จะตกเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งที่มัลแวร์เลือกโจมตี ในขณะที่สมาร์ทโฟนที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android จาก Google ขึ้นแท่นเป้าหมายในการโจมตีด้วยมัลแวร์เป็นอันดับสอง ปัญหาหนึ่งของ Android ก็คือ มันไม่มีศูนย์กลางที่ Google สามารถตรวจสอบแอพทีมีพฤติกรรมน่าสงสัย ในขณะที่คู่แข่งอย่าง Apple จะมีการตรวจสอบแอพฯ iPhone ที่มีระเบียบรัดกุมกว่ามาก ยิ่งมีการประมวลผลบนสมาร์ทโฟนมากเท่าไร การเพิ่มจำนวนของมัลแวร์ก็จะเติบโตตามไปด้วย ข่าวไอที ทิป-เทคนิค คอมพิวเตอร์