TikTok แค่บันเทิงหรือเป็นภัยความมั่นคงของชาติ?

จิตต์สุภา ฉิน (ซู่ชิง)

ซู่ชิง จิตต์สุภา ฉิน บรรณาธิการ ผู้ดำเนินรายการ และคอลัมนิสต์ไอทีผู้คลุกคลีกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่เกิดจนโต ซู่ชิงมองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องของเราทุกคน และคนที่ได้เปรียบคือคนที่เข้าใจมันก่อนใคร

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างต่อพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของคนทั่วโลก ในขณะที่อุตสาหกรรมหลาย ๆ อย่างได้รับผลกระทบจนการทำธุรกิจต้องหยุดชะงักหรือแม้กระทั่งปิดตัวไป แต่ดูเหมือนกับว่าบริษัทเทคโนโลยีโดยเฉพาะรายใหญ่ ๆ ที่เป็นเจ้าของบริการและแพลตฟอร์มที่หลากหลาย นอกจากจะไม่ได้เดือดร้อนแล้ว โรคระบาดครั้งนี้ยังกลับกลายเป็นโอกาสผลักดันให้บริษัทเติบโตและสร้างรายได้ในอัตราที่รวดเร็วกว่าเดิมเสียอีก

COVID-19 วิกฤตของคนอื่น แต่เป็นโอกาสของ TikTok

หนึ่งในบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้งานก็คือ ByteDance บริษัทสัญชาติจีนเจ้าของแพลตฟอร์ม TikTok โซเชียลมีเดียในรูปแบบคลิปวิดีโอสั้น ๆ 15-60 วินาที ที่สามารถเลือกหยิบเพลงฮิตมาประกอบคลิปได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงล็อคดาวน์ที่คนแกร่วอยู่บ้านและต้องหากิจกรรมอะไรใหม่ๆ ทำ ก็คือเราค่อยๆ ทยอยเห็นเพื่อนของเราแชร์คลิปเต้นประกอบเพลงบน TikTok มาให้ได้เห็นอยู่เรื่อยๆ จนกลายเป็นการตั้งข้อสังเกตว่า “ช่วง COVID เพื่อนบนโซเชียลมีเดียของเราแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มทำอาหาร และกลุ่มเต้น TikTok”

ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นแต่ในประเทศไทย เพราะในอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก TikTok ได้กลายเป็นโซเชียลมีเดียดาวรุ่งที่พุ่งแรงแทบฉุดไม่อยู่ แม้ว่าบริษัทจะไม่เคยประกาศตัวเลขจำนวนผู้ใช้งานออกมาตรง ๆ แต่ก็มีบริษัทวิเคราะห์ต่าง ๆ ที่ออกมาให้ข้อมูลว่าเฉพาะในเดือนมีนาคมแค่เดือนเดียวก็มียอดดาวน์โหลดแอป TikTok เพิ่มถึง 65 ล้านครั้ง และจากสถิติล่าสุดในปี 2020 คาดว่า TikTok มีผู้ใช้ที่เป็นแอคทีฟ ยูสเซอร์มากถึง 800 ล้านคนแล้ว แม้กระทั่งองค์การอนามัยโลก หรือ WHO ก็ยังต้องยอมเปิดแอคเคานท์ TikTok เพื่อเผยแพร่เนื้อหาเกี่ยวกับการป้องกันตัวเองจากเชื้อไวรัสโดยเน้นกลุ่มเป้าหมายไปที่ผู้ใช้งานวัยรุ่น เพราะนี่ถือเป็นผู้ใช้งานกลุ่มหลักของแพลตฟอร์มนี้

อินเดียปิดประตูใส่ TikTok

ทุกอย่างดูจะดำเนินไปด้วยดีจนกระทั่งต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา TikTok ก็ต้องประสบกับอุปสรรคครั้งใหญ่ เพราะรัฐบาลอินเดียประกาศแบนแอปพลิเคชัน TikTok พร้อม ๆ กับแอปพลิเคชันสัญชาติจีนอีกเกือบ 60 แอปฯ โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากความตึงเครียดที่บริเวณชายแดนซึ่งมีการปะทะกันระหว่างทหารอินเดียและทหารจีน ส่งผลให้ทหารอินเดียเสียชีวิตไปมากถึง 20 ราย โดยที่ไม่มีตัวเลขออกมาว่ามีทหารจีนบาดเจ็บหรือเสียชีวิตไปเท่าไหร่

อินเดียโต้ตอบด้วยการแบนแอปพลิเคชันสัญชาติจีนออกจากตลาดอินเดียที่นับว่าเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดและมีศักยภาพสูงด้วยจำนวนประชากรกว่า 1.3 พันล้านคน โดยที่ 50% ของประชากรอินเดียทั้งหมดเป็นกลุ่มที่เข้าถึงโลกออนไลน์ได้ ก่อนหน้าการแบนคาดกันว่าน่าจะมีคนอินเดียที่ใช้งาน TikTok อยู่มากถึง 120 ล้านคนเลยทีเดียว

สหรัฐฯ​ ลงดาบ แบน TikTok

ก่อนที่อินเดียจะแบน TikTok สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่จ้องจ่อจะแบนแอปฯ จีน แอปฯ นี้อยู่ก่อนแล้ว โดยเริ่มต้นด้วยการสั่งห้ามไม่ให้กองทัพติดตั้งแอปพลิเคชันนี้ลงบนดีไวซ์ใดๆ เด็ดขาด แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามในคำสั่งพิเศษแบน TikTok แล้วเรียบร้อยและให้เวลา 45 วัน พร้อมยื่นเงื่อนไขว่าทางเดียวที่จะรอดพ้นการแบนได้ก็คือ ByteDance จะต้องขาย TikTok ให้กับบริษัทสัญชาติอเมริกันเท่านั้น ซึ่งก็มีบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่หลายรายที่แสดงความสนใจในการเข้าซื้อกิจการแล้ว อย่าง Microsoft หรือ Oracle เป็นต้น

ภัยต่อความมั่นคงของชาติ

การสั่งแบนแอปฯ TikTok ในครั้งนี้ สหรัฐฯ ให้เหตุผลว่าเนื่องจาก TikTok (และ WeChat ที่ถูกแบนไปพร้อมๆ กัน) เป็นแอปฯ ของบริษัทจีน รัฐบาลจีนจึงสามารถบังคับให้บริษัทส่งมอบข้อมูลใด ๆ ที่มีให้แก่ทางการได้ด้วยการใช้กฎหมายเกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้อาจจะถูกนำมาใช้เพื่อสอดแนมสหรัฐฯ​ ได้ ในขณะที่ ByteDance ก็ชี้แจงและยืนยันอย่างขันแข็งว่าข้อมูลทั้งหมดของผู้ใช้ในสหรัฐฯ ล้วนถูกเก็บอยู่บนแผ่นดินสหรัฐฯ​ และบริหารโดยทีมที่ประจำอยู่ในสหรัฐฯ​ ที่ ๆ อิทธิพลของรัฐบาลจีนแผ่ขยายมาไม่ถึง แต่รัฐบาลอเมริกันก็ปักใจเชื่อว่าตราบใดที่บริษัทแม่ยังอยู่ในจีน ต่อให้ปฏิบัติการอยู่นอกจีนก็ยังหนีไม่พ้นเงื้อมมือของรัฐบาลในปักกิ่งอยู่ดี

ภัยจริงหรือภัยสมมติ

แม้ว่าบรรดาผู้นำและผู้บริหารประเทศจะยืนยันแน่นหนักว่า TikTok เป็นภัยต่อความมั่นคง แต่ CNN ก็รายงานว่าผู้เชี่ยวชาญในแวดวงความปลอดภัยไซเบอร์ไม่ได้เห็นด้วยไปทั้งหมด พวกเขามองว่าอันตรายที่ถูกหยิบยกมาใช้เป็นข้ออ้างนั้นออกไปในแนวทางสมมติหรือเป็นไปในทางอ้อมมากกว่า และทรัมป์หยิบเอาประเด็นความมั่นคงของชาติมารวมเข้ากับการเจรจาทางการค้าในแบบที่ไม่เหมาะสม คล้าย ๆ กับกรณีการแบน Huawei ที่เกิดขึ้นมาแล้วก่อนหน้านี้

ผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานความปลอดภัยทางไซเบอร์บอกว่า จริงอยู่ที่ TikTok มีความเชื่อมโยงกับจีน และก็มีประเด็นเรื่องความปลอดภัยที่น่าเป็นห่วง แต่ท้ายที่สุดแล้วหากลองมองให้ลึก ๆ แอปฯ TikTok ไม่ได้มีข้อมูลอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อการสอดแนมขนาดนั้น

ข้อมูลต่าง ๆ ของผู้ใช้งานที่แอปพลิเคชันเก็บเอาไว้ พื้นฐานที่สุดก็คือตำแหน่งที่อยู่ เลข IP Address หรือข้อความที่ส่งภายในแอปฯ ซึ่งก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากโซเชียลมีเดียของบริษัทอื่น ๆ โดยรวมแล้วไม่ใช่ข้อมูลที่มีความอ่อนไหวขนาดนั้น หรือหากเก็บข้อมูลที่เป็นภัยไปได้จริง ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจีนจะเข้าถึงได้ง่ายขนาดนั้นอยู่ดี

ถ้าอย่างนั้น ภัยที่น่าห่วงคืออะไรกันแน่?

หากข้อมูลที่ TikTok เก็บไปไม่ได้อ่อนไหวขนาดที่จะเป็นเครื่องมือโจมตีความมั่นคงของชาติได้ แล้วอะไรคือภัยที่น่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายและสร้างความเสียหายได้มากกว่านั้น คำตอบก็คือ “อิทธิพล” ของ TikTok ที่มาจากการเผยแพร่เนื้อหาต่าง ๆ นั่นเอง

TikTok ถูกครหาว่าเป็นแพลตฟอร์มที่รับมือกับเนื้อหาบนแพลตฟอร์มของตัวเองได้ไม่ดีนัก ไม่สามารถจำกัดการแพร่กระจายของข้อมูลผิด ๆ และปกปิดเนื้อหาบางส่วนที่บริษัทไม่เห็นด้วย ในที่สุดก็อาจจะนำไปสู่การลดอิทธิพลและพลังอำนาจของสหรัฐฯ ลง ยังไม่นับรวมถึงการที่สหรัฐฯ มีความกลัวว่า TikTok จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างอิทธิพลบางอย่างต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ​ ที่กำลังจะมีขึ้นในเร็ว ๆ นี้ด้วย

TikTok กับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ

ความหวาดกลัวที่ว่าคือหากรัฐบาลสามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ใช้งาน TikTok ภายในสหรัฐฯ ได้ ก็อาจจะสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นมาศึกษาและวิเคราะห์เพื่อหาวิธีที่จะสร้างอิทธิพลอะไรบางอย่างต่อประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งและ “เหวี่ยง” ให้ผลลัพธ์เป็นไปในแบบที่ต้องการ คล้าย ๆ กับที่เคยมีข่าวว่ารัสเซียสร้างแคมเปญโซเชียลมีเดียเพื่อทำแบบนี้มาแล้วในการเลือกตั้งเมื่อปี 2016 ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่มีข้อมูลเป็นที่แน่ชัดว่าหากจีนจะทำแบบนี้จริง ๆ ทิศทางไหนคือทางที่รัฐบาลจีนอยากจะเหวี่ยงให้ไปกันแน่

TikTok จีน และปัญญาประดิษฐ์

อีกหนึ่งความหวาดกลัวที่นอกเหนือไปจากการแทรกแซงการเลือกตั้งก็คือการที่จีนเป็นประเทศที่เอาจริงเอาจังเรื่องการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ โดยไม่มีกรอบข้อบังคับมากเท่ากับที่ประเทศอื่น ๆ ต้องเจอ ทำให้จีนสามารถใช้ข้อมูลจำนวนมหาศาลเข้ามาฝึกปัญญาประดิษฐ์ อย่างการใช้ควบคู่กับเทคโนโลยีรู้จำใบหน้า หรือ Facial Recognition เพื่อนำมาระบุตัวตนของใครก็ตามได้ ซึ่งการที่ TikTok เป็นแอปที่มีข้อมูลใบหน้าคนที่แสดงออกอารมณ์ต่าง ๆ ที่หลากหลาย นับเป็นแหล่งทรัพยากรข้อมูลชั้นดีที่จะทำให้ปัญญาประดิษฐ์ของจีนเก่งกาจจนประเทศอื่น ๆ ไม่อาจทัดเทียม และสิ่งที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือการที่จีนจะนำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ในการละเมิดสิทธิมนุษยชนของประชาชนในประเทศ

ผู้เดือดร้อนตัวจริงในขณะนี้

ไม่ว่าสาเหตุที่แท้จริงของการแบน TikTok หรือแอปพลิเคชันสัญชาติจีนอื่น ๆ จะมาจากความหวาดกลัวในด้านไหนมากที่สุด แต่การแบนก็ทำให้มีผู้เดือดร้อนและอาจนำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นในอนาคต

นอกจาก TikTok จะเป็นแอปฯ ที่คนใช้เพื่อ “แก้เบื่อ” แล้ว แอปฯ นี้ก็ยังเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์มากมายให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปทั้งปล่อยของและเข้าไปหาแรงบันดาลใจที่หลากหลายได้ สำหรับผู้สร้างคอนเทนต์หลาย ๆ คน นี่คือแหล่งหารายได้อีกช่องทางหนึ่งที่นอกเหนือจากงานประจำที่ต้องทำในแต่ละวัน ผู้หญิงในชนบทของอินเดียจำนวนมากมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นหลังจากค้นพบ TikTok เพราะทำให้พวกเธอสามารถแหกกรอบประเพณีเดิม ๆ ก้าวออกมาจากกิจวัตรประจำวัน และถ่ายทอดพรสวรรค์หรือไอเดียที่มีให้ผู้ใช้งานคนอื่น ๆ โดยสิ่งที่ได้รับตอบแทนมาก็คือการเปิดโลกของตัวเองให้กว้างขึ้นและรายได้เล็กๆ น้อยๆ ที่มีความหมายเป็นอย่างมากในการจุนเจือครอบครัว

อย่างไรก็ตาม คู่แข่งขันของ TikTok ก็ฉวยโอกาสนี้ในการหยิบฟีเจอร์ที่โดดเด่นของ TikTok เข้ามาใช้กับแพลตฟอร์มตัวเองและอาสาขอเป็นตัวเลือกให้กับผู้ใช้งาน แม้กระทั่งโซเชียลมีเดียดัง ๆ อย่าง Instagram หรือ Snapchat ก็ยังต้องรีบเข็นฟีเจอร์วิดีโอสั้นพร้อมเพลงประกอบออกมาให้บริการกันด่วน ๆ

แต่ผลกระทบระยะยาวในอนาคต โมเดลการแบนโซเชียลมีเดียบางประเภทออกจากประเทศของตัวเองจะทำให้อินเทอร์เน็ตแตกแยกออกเป็นส่วน ๆ คนในแต่ละพื้นที่จะเข้าถึงข้อมูลและบริการได้ไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลของประเทศตัวเองอนุญาตให้เข้าถึงอะไรได้บ้าง

ถึงในตอนนั้นความเสียหายคงไม่ได้เกิดขึ้นกับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกิดขึ้นกับเผ่าพันธุ์มนุษยชาติโดยรวมที่ไม่อาจพัฒนาไปข้างหน้าพร้อม ๆ กันได้

เขียนโดย : จิตต์สุภา ฉิน (ซู่ชิง)

ซู่ชิง จิตต์สุภา ฉิน บรรณาธิการ ผู้ดำเนินรายการ และคอลัมนิสต์ไอทีผู้คลุกคลีกับเทคโนโลยีมาตั้งแต่เกิดจนโต ซู่ชิงมองว่าเทคโนโลยีเป็นเรื่องของเราทุกคน และคนที่ได้เปรียบคือคนที่เข้าใจมันก่อนใคร

Tagged on:


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

1. Ransomware โดนได้อย่างไร รุนแรงแค่ไหน แก้ไขอย่างไร

2. 10 วิธีตั้งค่าความปลอดภัย Windows Server

3. เลือก Firewall องค์กร Fortinet หรือ MikroTik แบบไหนดี?

4. สาย Developer ต้องรู้ OWASP API Security Top 10 มีอะไรบ้าง พร้อมตัวอย่าง

5. พรีออเดอร์เว็บนอก อย่างไรให้ปลอดภัย ไม่โดนแฮกโดนโกง