มือถือหายหรือโดนขโมย ล้างข้อมูลในเครื่องยังไงดี

มือถือในยุคนี้ได้ถูกพัฒนาจนสามารถนำมาเพิ่มความสะดวกได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อใช้เทคโนโลยีย่อมเกิดข้อมูลขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ในมือถือก็เช่นเดียวกัน ข้อมูลที่อยู่ในมือถือเป็นข้อมูลที่เป็นส่วนตัวของผู้ใช้สูงมาก เช่น ภาพถ่าย ข้อมูลบัญชีอีเมล บัญชีธนาคาร หรือแม้กระทั่งข้อมูลการโทรเข้าโทรออก ถ้ามือถือหายหรือโดน ขโมยข้อมูลเหล่านั้นก็อาจจะถูกนำไปใช้งานได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องรีบทำหลังจากมือถือหายหรือถูกขโมย คือ การสั่งลบข้อมูลบนเครื่อง (Android และ iOS) เพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าถึงข้อมูลเราได้

บทความนี้ แนะนำวิธีการตั้งค่าใช้งานสำหรับตั้งแต่ Android เวอร์ชัน 8 จนถึงเวอร์ชันปัจจุบัน และ iOS เวอร์ชัน 13 โดยเรียบเรียงสถานการณ์ก่อนและหลังมือถือหาย ดังนี้

ก่อนมือถือหาย

ก่อนอื่นขอให้คิดว่า มือถือหายได้เสมอ ไม่ว่าจะจากการที่เราลืมเอง หรือ โดนขโมย ดังนั้นผู้ใช้ควรตั้งค่าสำคัญ เอาไว้ให้พร้อม เพื่อสามารถสั่งล้างข้อมูลบนเครื่องได้ในกรณีที่มีเหตุไม่คาดคิดเกิดขึ้น

สำหรับ Android

  1. ผูกบัญชี Google เข้ากับอุปกรณ์มือถือ หลังจากนั้น Find My Device จะถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติ สามารถค้นหามือถือที่หายจากหน้าเว็บไซต์ของ Google
  2. หากมีอุปกรณ์เครื่องที่สอง เช่น มือถือหรือ Tablet สามารถเลือกลงแอป Find My Device จาก Google Play Store ได้ กรณีเครื่องใดเครื่องหนึ่งหาย สามารถใช้เครื่องที่เหลืออยู่สั่งการต่าง ๆ ได้ และสามารถทำผ่าน Browser บนเครื่อง PC ได้เช่นเดียวกัน

สำหรับ iOS

  1. คลิกที่ไอคอน Find My App (เป็นแอปที่มาพร้อม iOS13) เลือก Settings > เลือกชื่อผู้ใช้
  2. เปิดใช้งาน Find My iPhone
  3. เปิดใช้งาน Enable Offline Finding เพื่อค้นหาเครื่องถึงแม้จะไม่ได้เชื่อมต่ออิเทอร์เน็ต โดยอาศัยการส่งสัญญาณ Bluetooth จากเครื่องที่ถูกขโมยไปยัง อุปกรณ์ตระกูล Apple ของคนอื่นที่อยู่บริเวณใกล้เคียง เพื่อส่ง Location ไปยัง Apple ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีสุดล้ำทีเดียว
  4. เปิดใช้งาน Send Last Location เพื่อให้ Apple บันทึกตำแหน่งสุดท้ายของมือถือก่อนเครื่องถูกปิดหรือแบตหมด


(ภาพจาก : Apple.com – https://support.apple.com/library/content/dam/edam/applecare/images/en_US/appleid/ios13-iphone-xs-settings-apple-id-find-my-find-my-iphone.jpg)

เมื่อตั้งค่าดังกล่าวแล้วอุปกรณ์ในตระกูล Apple เช่น Apple Watch หรือ AirPods ของเราที่ Pair เอาไว้จะถูกตั้งค่าโดยอัตโนมัติเช่นกัน

หลังมือถือหาย

สำหรับ Android

  1. ไปที่ www.android.com/find และลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google
    – เลือกมือถือที่หายไปที่ด้านบนของหน้าจอ
    – หากมือถือนั้นมีโปรไฟล์ผู้ใช้มากกว่าหนึ่งโปรไฟล์ให้ลงชื่อเข้าใช้ด้วยบัญชี Google ที่อยู่ในโปรไฟล์หลัก
  2. ระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปยังมือถือเครื่องนั้น
  3. ตำแหน่งมือถือจะถูกแสดงบนสถานที่ตั้งบนแผนที่อย่างคร่าว ๆ ถ้ามือถือไม่ได้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จะแสดงตำแหน่งสุดท้ายก่อนยุติการเชื่อมต่อ ฯ
  4. คลิกเปิดใช้งาน ล็อกและล้างเครื่อง
    – เปิดเสียงเตือนไปยังมือถือนั้น ต่อเนื่องเป็นเวลา 5 นาที (ถึงแม้ตั้งไว้ที่โหมดเงียบหรือระบบสั่น)
    – ล็อกเครื่อง และสามารถส่งข้อความหรือหมายเลขโทรศัพท์ในหน้าจอล็อคเพื่อให้ผู้ที่พบเครื่องติดต่อกลับได้
    – ล้างข้อมูลทั้งหมดบนเครื่อง (ในหน่วยความจำเสริมเช่น Mini SD Card อาจไม่สามารถลบข้อมูลได้) หลังจากที่เครื่องถูกล้างข้อมูล Find My Device จะไม่สามารถใช้งานได้อีก
  5. ติดต่อเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือเพื่อยกเลิก SIM Card

(ภาพจาก Google.com )

สำหรับ iOS

กรณีเปิดใช้งานแอป Find My ไว้แล้ว

  1. ลงชื่อเข้าใช้งาน icloud.com/find หรือเข้าใช้งานแอป Find My บนอุปกรณ์ตระกูล Apple เครื่องที่สอง เช่น iPad
  2. ค้นหามือถือโดยคลิก Find iPhone จะพบตำแหน่งของอุปกรณ์บนแผนที่ หากอุปกรณ์อยู่ใกล้ตัว สามารถสั่งให้ส่งเสียงเพื่อหาเจอง่ายขึ้น
  3. กรณีที่แน่ใจหายหรือถูกขโมย เลือกไปที่ Mark As Lost เพื่อล็อคมือถือไว้ก่อน สามารถส่งข้อความพร้อมหมายเลขโทรศัพท์บนหน้าจอของมือถือนั้นเพื่อแจ้งให้อีกฝ่ายทราบว่าจะติดต่อเราได้อย่างไร ในโหมดนี้ การชำระเงินต่าง ๆ ใน Apple Pay จะถูกระงับไว้ทันที(ภาพจาก : apple.com – https://support.apple.com/library/content/dam/edam/applecare/images/en_US/appleid/ios13-iphone-xs-lost-mode.jpg)
  4. ล้างข้อมูลบนมือถือ โดยข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงข้อมูลบัตร ฯ บน Apple Pay จะถูกลบทิ้ง หลังจากนั้น จะไม่สามารถติดตามมือถือนั้นได้อีก
  5. หลังจากล้างข้อมูลแล้ว อย่าสั่ง Remove เครื่องออกจากบัญชีของเรา มิฉนั้น ระบบ Activation Lock จะถูกยกเลิก เนื่องจาก SIM Card ยังอยู่ในเครื่องจึงทำให้ผู้อื่นสามารถนำมือถือนั้นไปใช้งานโทรศัพท์ต่อได้อีก ซึ่งควรรีบติดต่อเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือเพื่อทำการ ยกเลิก SIM Card นั้นเสีย

กรณีไม่ได้เปิดใช้งานแอป Find My เอาไว้ก่อน

  1. เปลี่ยนรหัสผ่าน Apple ID เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นเข้าถึงข้อมูล iCloud หรือใช้บริการอื่น ๆ (เช่น iMessage หรือ iTunes)
  2. เปลี่ยนรหัสผ่านสำหรับบัญชีอินเทอร์เน็ตอื่น ๆ ในอุปกรณ์ ซึ่งอาจรวมถึงบัญชีอีเมล และโซเชียลต่าง ๆ
  3. แจ้งเครือข่ายผู้ให้บริการมือถือ เพื่อยกเลิก SIM Card

นอกจากการตั้งค่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้ว ควรทำสิ่งเหล่านี้ด้วยเพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยของข้อมูล ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด

  1. ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากเพื่อชะลอการเข้าถึงระบบจากผู้อื่น
    หลังจากมือถือหาย หัวขโมยอาจพยายามคาดเดารหัสผ่านเพื่อเข้าระบบอย่างไม่รอช้า การตั้งรหัสผ่านที่มีตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ ตัวเลขและสัญลักษณ์ คละกันในชุดให้ซับซ้อนเพื่อการคาดเดาจากผู้อื่นได้ยากย่อมช่วยชะลอการเข้าถึงระบบได้ นอกจากนั้น การเปิดใช้งานสแกนลายนิ้วมือ ใบหน้า (Face ID) หรือม่านตา (Iris) แทนการกดรหัสผ่านเป็นตัวเลือกที่สะดวกเช่นกัน
  2. ยกเลิกการแจ้งเตือนบนหน้า Screen Lock เพื่อป้องกันการโดนอ่านข้อความ
    พึงระวังเสมอว่าอาจมีคนอื่นสามารถอ่านข้อความและการแจ้งเตือนบนหน้า Screen Lock เมื่อเราวางมือถือโดยหงายหน้าจอขึ้นมา โดยเฉพาะกรณีที่ให้ระบบส่งรหัสยืนยันตนแบบสองปัจจัย (2FA) ทางที่ดีควรสั่งยกเลิกการแจ้งเตือนแบบแสดงข้อความบนหน้า Screen Lockสำหรับ Android
    ไปที่ “Settings” เปิด “Sound and Notifications” ค้นหาตัวเลือก “When Device Is Locked” จากนั้นตั้งค่าเป็น “Hide Sensitive Notification Content.” ระวังอย่าเผลอกด “Don’t Show Notifications At All” เดี๋ยวจะกลายเป็นไม่เห็นการแจ้งเตือนใด ๆ แม้มือถือถูกปลดล็อค
    สำหรับ iOS
    ไปที่ “Settings” เปิดเมนู “Notifications” และแตะตัวเลือก “Show Previews” เราสามารถสั่งไม่ให้มีการแจ้งเตือนบนหน้า Screen Lock ได้ ในกรณีที่มีการเข้าระบบด้วยใบหน้า (Face ID) iOS จะซ่อนการแจ้งเตือนจากหน้า Screen Lock จนกว่าเราจะปลดล็อคมือถือ วิธีนี้ช่วยป้องกันไม่ให้คนอื่นเห็นการแจ้งเตือนเหมือนการเข้าระบบด้วยวิธีอื่น ๆ เช่น พิมพ์รหัสผ่าน
  3. อย่าบันทึกชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านบนเว็บเบราเซอร์
    เลือกวิธีกรอกรหัสผ่านเองทุกครั้งเมื่อใช้งานเข้าสู่การบริการออนไลน์ต่าง ๆ ดีกว่าการบันทึกรหัสผ่านไว้กับเบราเซอร์เพียงหวังแค่ความสะดวกสบาย หากเครื่องโดนขโมย นอกจากจะเข้าใช้งานมือถือเราได้แล้ว ยังเข้าสู่ระบบของบริการออนไลน์ต่าง ๆ ที่เราสมัครเอาไว้ได้อีกด้วย
  4. สำรองข้อมูลบนคลาวด์ (Cloud Syncing) เพื่อเตรียม Restore ข้อมูลเข้าสู่มือถือใหม่
    การสำรองข้อมูลในมือถือไว้บนคลาวด์เป็นทางเลือกที่สะดวกสบาย ทำให้มีหลักประกันว่าข้อมูลสำคัญ ทั้งรูปภาพและรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดถูกเก็บไว้บนคลาวด์เป็นระยะ ๆ เมื่อมีการเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ต ในกรณีที่สั่งล้างข้อมูลบนมือถือเก่าที่หายไป เราสามารถสั่ง Restore เพื่อนำข้อมูลที่สำรองไว้มาลงในมือถือใหม่ได้ทันที

สำหรับ Android
ไปที่ “Settings” “Account And Backup” และเปิดใช้งาน “Back Up My Data” เพื่อสำรองข้อมูลสำคัญ เช่น รายชื่อผู้ติดต่อและการตั้งค่าต่าง ๆ ในเครื่อง จากนั้นดาวน์โหลดแอป เช่น Dropbox, Google Drive, Google Photos หรือ Amazon Photos เพื่อสำรองข้อมูล
สำหรับ iOS
ไปที่“ Settings” แตะที่ Apple ID เพื่อเปิด “iCloud Settings” เลือก “ iCloud Backup” และเปิดใช้งาน“ iCloud Backup”

 

อ้างอิงที่มา :
https://www.howtogeek.com/434884/what-to-do-before-and-after-your-phone-is-stolen/
https://us.norton.com/internetsecurity-mobile-what-to-do-if-your-smartphone-is-lost-or-stolen.html
https://support.google.com/accounts/answer/6160491?hl=en
https://support.apple.com/en-us/HT201472
https://support.apple.com/en-us/HT210515
https://www.apple.com/icloud/find-my/

Tagged on:


เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

1. จับตาภัยคุกคามด้าน Security ปี 2020

2. ใช้โซเชียลอย่างมีสติ ถ้าไม่อยากโดน Cyberstalking

3. ใช้ Facebook ทำธุรกิจอย่างไร ไม่ให้โดนแฮก (สำหรับ Admin เพจ)

4. BCI อินเทอร์เฟสแห่งอนาคต เพียงแค่คิดก็สั่งงานได้

5. อย่าเชื่อ!! กำไรสูงความเสี่ยงต่ำไม่มีจริง – รู้ทัน “แชร์ลูกโซ่” ในโลกออนไลน์