AI เปลี่ยนโลก

สรานี สงวนเรือง (เฟื่องลดา)

พิธีกร และผู้ประกาศข่าว ที่มากความสามารถ ด้วยบุคลิกที่สวยใสมีเสน่ห์ และมากความสามารถในเรื่องการสื่อสารและไอที จนได้รับฉายาว่าเป็นนางฟ้าแห่งวงการไอที

AI : สิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ที่อาจทำลายล้างมนุษย์ ?

“หุ่นยนต์จะมาทำลายล้างโลก”

“หุ่นยนต์จะมาแย่งงานคน”

“หุ่นยนต์จะครองโลก.. คนจะตกเป็นทาสของสิ่งประดิษฐ์ของเผ่าพันธุ์เราเอง”

เป็นเวลานานพอควรที่เราเห็นซีรีส์หรือภาพยนตร์หลายๆเรื่องสะท้อนความกลัวของมนุษย์ต่อเทคโนโลยีที่นับวันจะยิ่งก้าวหน้านวัตกรรมสุดล้ำที่เข้ามาแทรกซึมและเปลี่ยนวิถีชีวิตเดิม ๆ ของเราไปอย่างสิ้นเชิง

ดูเผินๆควรเป็นเรื่องน่ายินดีเผ่าพันธุ์มนุษย์สุดชาญฉลาดอย่างเราสามารถประดิษฐ์อะไรต่อมิอะไรมาทำให้ทุกอย่างง่ายแค่ปลายนิ้ว

ใช่ค่ะ.. เฟื่องเป็นคนนึงที่เชื่อและหลงในเสน่ห์ของเทคโนโลยีเทคโนโลยีทำให้ชีวิตเราง่ายสะดวกสบายขึ้นจริงๆในฐานะเด็กผู้หญิงคนนึงที่ได้เข้ามาคลุกคลีกับวงการนี้อย่างเต็มตัวในช่วงที่เรื่องไอทีกำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มความสนใจ (Niche) ไปเป็นเรื่องของทุกคน (Mass) พอดิบพอดีคงปฏิเสธความมหัศจรรย์ที่มันมาสร้างความหวือหวาตื่นเต้นให้กับชีวิตพวกเราได้ยาก

ทุกอย่างดูจะไปได้สวยเว้นเสียแต่ว่าอัตราการเติบโตของเทคโนโลยีในช่วง 15-20 ปีให้หลังมานี้เป็นกราฟพุ่งกระโดดอย่างเห็นได้ชัดเป็นเพราะเมื่อเทคโนโลยีที่มนุษย์ใช้เวลาคิดค้นทดลองเกิดสำเร็จขึ้นมาในเวลาใกล้เคียงกันจึงช่วยส่งเสริมต่อยอดกันและกันและยิ่งเวลาผ่านไปอัตราการเติบโตยิ่งเร่งทวีคูณจนกลายเป็นสิ่งที่มนุษย์กลัวเพราะมันอาจอยู่เหนือการควบคุมและมันกำลังจะน่ากลัวขึ้นไปอีกเพราะ AI (Artificial Intelligence)

ก่อนหน้านี้มนุษย์มีความกลัวมาเรื่อยๆตั้งแต่การมาของ ไฟฟ้า รถยนต์ อินเทอร์เน็ต เฟสบุ๊ก สมาร์ทโฟน ฯลฯ แต่ทุกครั้งความกลัวก็ยังห่างไกลเพราะสิ่งประดิษฐ์ต่างๆเหล่านี้เมื่อมาเทียบกับการทำงานของคนยังไงก็ไม่สามารถเทียบชั้นกันได้เช่น หุ่นยนต์ทำความสะอาดที่ยังไงก็เป็นได้เพียงเครื่องทุ่นแรงไม่ได้สามารถทำหน้าที่ได้เหมือนแม่บ้านที่ปัดกวาดเช็ดถูได้ทุกซอกมุมมากกว่า (หุ่นยนต์ทำความสะอาดทุกวันนี้ยังพยายามแข่งกันไต่ข้ามสิ่งกีดขวางกันอยู่เลยว่าใครข้ามได้สูงกว่า)

จุดต่างสำคัญคือมนุษย์มีอำนาจเสรีในการคิดและกำหนดการกระทำของตัวเองพูดให้เข้าใจง่ายๆคือมีหัวใจมีจิตใต้สำนึกนั่นแหละค่ะ

มนุษย์นำหุ่นยนต์แบบไม่ทิ้งฝุ่นจนกระทั่งมีนาคม 2016.. แมตช์หยุดโลกระหว่าง AlphaGo และ Lee Sedol ทำให้ความหวาดผวาของมนุษย์เกิดขึ้นจริง

กีฬาโกะ (หมากล้อม) เป็นสิ่งที่ผู้เล่นรู้กันดีว่าเป็นศาสตร์และศิลป์สุดแสนจะซับซ้อนวิธีที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้มีหลากหลาย Pattern ความน่าจะเป็นมีเป็นหลายสิบล้านแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่หุ่นยนต์จะมาเอาชนะมนุษย์ที่สั่งสมประสบการณ์ฝึกฝนถ่ายทอดกลยุทธ์กันมาเป็นเวลาหลายร้อยปี.. แต่แล้ว AlphaGo ก็เอาชนะแชมป์โลกได้จริงๆแถมมีก้าวเดินของหมากหลายครั้งที่เบิกเนตรมนุษย์ว่าหมากที่มนุษย์สอนกันมาว่าเป็นก้าวที่ผิดห้ามเดินก็สามารถสร้างความเชื่อมโยงบางอย่างที่นำเราไปสู่ชัยชนะได้แมตช์นี้จึงคล้ายเป็นศึกระหว่างเผ่าพันธุ์มนุษย์และหุ่นยนต์ที่สุดท้ายเราก็แพ้อย่างราบคาบและแพ้อย่างต่อเนื่อง

ชัยชนะนี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถของหุ่นยนต์ที่พัฒนาไปอีกขั้นสามารถเรียนรู้ชุดข้อมูลมหาศาลคิดประมวลผลและสอนตัวเองไปเรื่อยๆจากข้อผิดพลาดจนได้ข้อสรุปที่เหนือไปกว่าขีดความสามารถของมนุษย์

แล้วลองคิดดูสิคะยุคนี้ที่เรามี Big Data ขนาดมหึมาที่เก็บทุกพฤติกรรมการใช้งานของมนุษย์ไว้ตั้งแต่วันสำคัญของชีวิตอารมณ์ความรู้สึกสถานะทางสังคมความชอบส่วนบุคคลซึ่งคนเก็บข้อมูลก็ไม่ใช่ใครที่ไหนเลยหากแต่เป็นพวกเราที่ให้ข้อมูลเหล่านี้ไปแบบรู้ตัวบ้างไม่รู้ตัวบ้างผ่านแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Facebook / Google / Amazon / Alibaba ฯลฯหรือแม้แต่ทุกการเคลื่อนไหวบนอินเทอร์เน็ตของเราเอา AI ที่ฉลาดขนาดนี้ไปตะลุยเรียนและย่อยข้อมูลมหาศาลทั้งหมดนี้ได้ความรู้ใหม่เขย่าโลกแน่นอนค่ะ

พูดแล้วอาจดูน่ากลัวแต่การเอา AI มาใช้นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่นะคะหากแต่ AI เข้ามาแทรกซึมในชีวิตเราอยู่แล้วโดยส่วนมากแบบที่เราไม่ได้สังเกตเลยเช่นเฟสบุ๊กแท็กหน้าเพื่อนเราได้เลยการเลือกโฆษณามาแสดงผลตามความสนใจหรือแม้กระทั่งSiri

ดังนั้นมุมมองของเฟื่องAI เป็นสิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้นและจะสร้างประโยชน์มหาศาลให้กับมวลมนุษยชาติ (อย่างน้อยๆก็ในเวลาอันใกล้นี้) เพราะ Big Data ที่เรามีนั้นจะไร้ประโยชน์หากไม่ได้รับการตีความเพื่อนำไปใช้และด้วยกำลังของมนุษย์ไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่จะจัดการกับข้อมูลที่นับวันก็จะยิ่งอ้วนขึ้นๆ เหล่านี้ทัน

AI จะเข้ามาช่วยลดความเหนื่อยของมนุษย์ในเรื่องง่ายๆที่บางทีปล่อยให้มนุษย์เอาสมองและแรงกายของเราไปทำเรื่องอื่นอาจดีกว่าเช่นรถยนต์ไร้คนขับที่ใช้ AI จะทำให้มนุษย์สามารถนั่งรถได้แบบสะดวกสบายไม่หัวเสียกับรถติดหรือต้องคอยคิดเส้นทาง.. หลายคนอาจห่วงความปลอดภัยแต่ลองคิดแบบนี้ดูค่ะส่วนมากมนุษย์เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองมนุษย์ที่พึ่งขับรถจึงต้องอาศัยประสบการณ์กว่าจะขับได้ชำนาญแต่ AI สามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดของรถคันอื่นๆได้ด้วยดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องพลาดหรือเกิดอุบัติเหตุก่อนจึงค่อยเรียนรู้น่าจะช่วยลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนได้พอควรเลยค่ะ (ตอนนี้อาจยังไม่สมบูรณ์พร้อมขับแต่กว่าจะถึงวันนั้นที่บริษัทอย่าง Google / Tesla หรือ Apple จะปล่อยรถออกมาพร้อมวิ่งจริงการวิจัยและทดลองอย่างเข้มข้นนี้น่าจะทำให้รถยนต์ไร้คนขับเก่งขึ้นมากแล้วค่ะ)

อย่างไรก็ตามเหรียญย่อมมีสองด้านความน่ากลัวอยู่ตรงที่หากมีคนไม่ประสงค์ดีเอา AI ไปใช้ในด้านมืดความเก่งเหนือมนุษย์นี้อาจมีพลังทำลายล้างสูงยากเกินมนุษย์จะรับมือได้หรือความฉลาดคิดแทนคนได้เกือบทุกอย่างนี้อาจสร้างนิสัยความเคยชินครอบงำเราทำให้เราตกเป็นทาสและถูกพรากอิสระทางความคิดไปทีละน้อย

และมนุษย์อาจตกเป็นทาสของหุ่นยนต์เราเป็นเพียงแขนขาและร่างกายของระบบประสาทสมองกล

ความน่ากลัวมีแต่ความหวังยังมีเช่นกันว่าหากมนุษย์ร่วมมือกันค่อยๆเติบโตเรียนรู้เทคโนโลยีไปพร้อมๆกันและเลือกใช้มันอย่างสันติเราจะยังสามารถหยุดสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาได้.. อาจคล้ายกับการค้นพบระเบิดปรมาณูที่สุดท้ายแล้วเมื่อเราหยุดทันและวางมันไว้วิทยาศาสตร์ก็ไม่อาจทำร้ายมนุษย์ได้จนเกินไป

เขียนโดย : สรานี สงวนเรือง (เฟื่องลดา)

พิธีกร และผู้ประกาศข่าว ที่มากความสามารถ ด้วยบุคลิกที่สวยใสมีเสน่ห์ และมากความสามารถในเรื่องการสื่อสารและไอที จนได้รับฉายาว่าเป็นนางฟ้าแห่งวงการไอที



เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

1. รู้ทัน 13 ช่องทางที่แฮกเกอร์ใช้แพร่มัลแวร์

2. Next Gen SIEM ยุคใหม่ของทางเลือกในการป้องกันภัยคุกคาม

3. CAT cyfence หนุนสหกรณ์ออมทรัพย์ ทำ BCM ยกระดับระบบ IT ตามนโยบาย Thailand 4.0

4. แนวทางการออกแบบเว็บ API ให้มีความปลอดภัยแบบแมว ๆ

5. หยุดมัลแวร์ขุดเหมืองง่ายๆ ด้วย Chrome Task Manager