10 วิธีป้องกัน iPhone, iPad ของคุณ ถูกล้วงข้อมูลจาก Hacker

ขจร เจียรนัยพานิชย์ (khajochi)

โปรแกรมเมอร์ที่ผันตัวเองมาเป็นบล็อกเกอร์เต็มเวลา เป็นผู้ก่อตั้งเว็บ MacThai.comซึ่ง ปัจจุบันเป็นเว็บสาวกแอปเปิลอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มีผู้เข้าชมกว่า 3 ล้านคนต่อเดือน

แม้ iOS จะเป็นระบบปฏิบัติการบนมือถือที่นับได้ว่าปลอดภัยที่สุด แต่อย่างไรก็ตามการใช้งานของเราอาจจะมีความเสี่ยงที่ทำให้ข้อมูลสำคัญของเราไม่ว่าจะเป็นภาพถ่าย บัตรเครดิต รายชื่อ และอีเมลของเราตกอยู่ในมือของ Hacker ได้ ดังนั้นวันนี้เราจะมาดู 10 วิธีที่จะป้องกันข้อมูลใน iPhone, iPad ของเราให้พ้นจากเงื้อมมือของบรรดา Hacker ทั้งหลายกัน

1. ไม่ใช้ Apple ID ร่วมกันคนอื่น

ไม่ใช้ Apple ID ร่วมกันคนอื่น

เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่อันตรายมาก Apple ID นั้นเป็นเหมือนบัญชีที่รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับตัวเราและอุปกรณ์ของเราไว้ ไม่ควรมีใครก็ตามรู้ Apple ID ของเรา และก็ไม่ควรใช้ Apple ID ร่วมกับผู้อื่นเช่นกัน ข้อสำคัญคือควรระวังการหลอกลวงขายสินค้าและบริการต่าง ๆ โดยบอกว่าเพียงแค่ลงชื่อเข้าใช้ Apple ID เพราะการไปลงชื่อใช้งานในเครื่องคนอื่น หรือเอาบัญชีคนอื่นมาใช้ในเครื่องเราอาจจะทำให้ข้อมูลของเราถูกอัพโหลดขึ้นไปใน Apple ID ของคนอื่น หรือตกอยู่ในมือของผู้ไม่หวังดีได้ง่าย ๆ

2.เปลี่ยนรหัสผ่านอยู่เสมอ

การเปลี่ยนรหัสเป็นการเสริมความปลอดภัยที่ดีที่สุด อย่างน้อยควรเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน ปกติแล้ว Apple จะแนะนำให้เราตั้งรหัสผ่านมีทั้งตัวเลข ตัวอักษรพิมพ์เล็กพิมพ์ใหญ่ แต่หากมีสัญลักษณ์พิเศษเพิ่มมาด้วยจะทำให้การเดารหัสยากขึ้น แต่รหัสผ่านที่แข็งแรงนั้นจะไม่มีประโยชน์เลยหากเราไม่ดูแลรักษาความเป็นส่วนตัว ไม่จดรหัสผ่านไว้ในที่ต่าง ๆ หรือมอบรหัสผ่านให้กับคนอื่น

3. ไม่หลงเชื่ออีเมลหลอกลวง

ปัจจุบันอีเมลหลอกลวงนั้นกำลังแพร่ระบาดมาก ส่วนมากจะมาในรูปแบบของใบเสร็จสั่งซื้อของ เมื่อเราเข้าใจว่าเป็นใบเสร็จจาก Apple จริง ๆ เราก็พยายามที่จะยกเลิก โดยการยกเลิกนั้น hacker จะหลอกให้เรากรอกรหัสผ่านลงไปในหน้าเว็บปลอมแล้วเก็บรหัสผ่านของเราไว้ ไม่เช่นนั้นเว็บปลอมหลายเว็บยังหลอกให้เรากรอกรหัสบัตรเครดิตอีกด้วย เรียกได้ว่าปล้นกันทั้งตัวเลยทีเดียว ดังนั้นหากมีอีเมลเรียกเก็บเงินหรือต้องลงชื่อเข้าใช้ที่ไหนล่ะก็ ต้องตรวจสอบให้มั่นใจก่อนว่าเป็นของ Apple จริง ๆ จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

4. หมั่นอัปเดต iOS เวอร์ชันใหม่อยู่เสมอ

ปกติแล้ว Apple จะทำการอัปเดตอุปกรณ์ iOS เพื่อปิดช่องโหว่ต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้ hacker โจมตีเราได้ ดังนั้นการหมั่นอัปเดต iOS ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุดอยู่เสมอก็จะทำให้โอกาสที่จะมีช่องโหว่ในระบบลดลง เสริมความปลอดภัยให้กับอุปกรณ์ของเราได้ จะได้มั่นใจอยู่เสมอ

5.เปิดใช้ Find my iPhone

Find my iPhone จากที่เรารู้กันว่าเป็นระบบที่ทำให้เราตามติด iPhone ของเราในกรณีที่สูญหายหรือถูกขโมยได้แล้ว อีกหนึ่งความสามารถของ Find my iPhone คือเราสามารถสั่งลบข้อมูลสำคัญในเครื่องหากเครื่องสูญหายหรือถูกขโมยได้เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรูป บัญชี เบอร์โทร และข้อมูลสำคัญ ๆ อื่น ๆ จะหลุดไปอยู่ในมือของคนอื่น เพราะหากเกิดกรณีแบบนั้นจริง ๆ เครื่องหายหรือโดนขโมยก็นับว่าโชคร้ายแล้วหากจะโดนนำข้อมูลส่วนตัวไปทำมิดีมิร้ายอีกก็คงจะแย่กันเลยทีเดียว

6. เลือกใช้แอปที่น่าเชื่อถือได้เท่านั้น

แม้ Apple จะมีมาตรฐานการตรวจแอปที่สูงอยู่แล้วแต่เพื่อความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งเราต้องเลือกลงแต่แอปที่ไว้ใจได้เท่านั้น เพราะ Hacker อาจแฝงตัวมาเป็นนักพัฒนาแล้วทำแอปเพื่อหลอกเอาข้อมูลต่าง ๆ ของเราไปใช้ได้ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเครื่อง ข้อมูลบัตรเครดิต อีกข้อสำคัญก็คือเราควรตรวจสอบ Permission ของแต่ละแอปว่าสมเหตุสมผลหรือเปล่า ถ้าเป็นแอปเครื่องคิดเลขแต่ขอเข้าถึงตำแหน่ง หรือรายชื่อผู้ติดต่อล่ะก็ คงจะแปลก ๆ อยู่นิดนึง

7. ตรวจสอบที่ชาร์จสาธารณะ

ปัจจุบันมีบริการชาร์จไฟตามสถานที่สาธารณะปรากฏให้เห็นกันอยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ Port USB หรือมีสายออกมาให้ เราควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าปลายทางของสายเหล่านั้นเป็นเพียงแค่แหล่งจ่ายไฟจริง ๆ หรือเปล่า ในต่างประเทศเริ่มมีการปรากฏรูปแบบการขโมยข้อมูลแบบใหม่ด้วยการหลอกให้เสียบสายชาร์จแต่อีกฝั่งเป็นคอมพิวเตอร์ที่สามารถขโมยข้อมูลจาก iPhone หรือ iPad ของเราได้ ดังนั้นต้องระวังให้ดี

8.ใช้เฉพาะเครือข่าย Wifi ที่ไว้ใจได้เท่านั้น

เครือข่าย Wifi ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในห้าง ในร้านกาแฟ จริง ๆ แล้วอาจจะไม่ปลอดภัยก็ได้ ยิ่งหากไม่มีการล็อกรหัสดังนั้นหมายความว่าใครจะมาใช้งานก็ได้ หนึ่งในนั้นอาจจะเป็น Hacker ที่สามารถดักข้อมูลต่าง ๆ ของเราผ่านทางเครือข่ายได้ ดังนั้นการใช้ Wifi สาธารณะก็ขอให้ใช้แต่ที่ไว้ใจได้เท่านั้น อย่าเห็นแต่ว่าเพียงแค่มีเน็ตเล่นฟรีไม่เสียเงินแล้วก็ใช้งาน ไม่เช่นนั้นสิ่งที่เราจ่ายอาจจะไม่ใช่เงินแต่เป็นข้อมูลอันสำคัญของเราก็เป็นได้

9. หมั่นดูการ login ว่ามีกรณีไหนน่าสงสัยหรือเปล่า

ปกติแล้วหากมีการลงชื่อเข้าใช้งานบนอุปกรณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีประวัติมาก่อน หรือในสถานที่แปลก ๆ ที่ไม่ใช่ที่อยู่ของเรานั้น Apple จะทำการแจ้งเตือนเสมอ ดังนั้นเราก็ควรหมั่นตรวจสอบการแจ้งเตือนเหล่านั้นว่าเป็นเราหรือเปล่าที่ทำการลงชื่อเข้าใช้จริง ๆ หรือเป็นคนอื่นที่พยายามจะลงชื่อเข้าใช้ Apple ID ของเรา ซึ่งแน่นอนว่าต้องประสงค์ร้ายเป็นแน่แท้

10. เปิดใช้ 2 Factor authentication

สุดท้ายแล้วก็แนะนำให้ทุกท่านเปิดการลงชื่อเข้าใช้ด้วยสิทธิ์สองปัจจัยหรือ 2 Factor Authentication ที่จะช่วยเพิ่มกำแพงอีกชั้นนึงในการลงชื่อเข้าใช้ Apple ID ของเรา ซึ่งจะทำให้ข้อมูลบน iPhone และ iPad ของเราปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยระบบจะทำการส่งรหัสผ่าน OTP มาให้เราทุกครั้งเมื่อมีการลงชื่อเข้าใช้เพื่อให้แน่ใจว่าการลงชื่อเข้าใช้นั้นเกิดจากเราจริงๆ หากมีเพียงแค่ชื่อผู้ใช้และรหัสก็ไม่สามารถลงชื่อเข้าใช้ได้

จะเห็นว่าส่วนมากแล้วการใช้งาน iPhone, iPad ให้ปลอดภัยนั้นขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้งานของเราเป็นหลัก อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันการพลาดอีกชั้นหนึ่ง ผู้ใช้งานในระดับองค์กรที่ข้อมูลทุกอย่างล้วนแล้วแต่สำคัญนั้น อาจทำการปรึกษา CAT cyfence ผู้ให้บริการที่พร้อมจะปกป้องและดูแลระบบ IT ของคุณอย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อยกระดับความปลอดภัยสำหรับการใช้งานเชิงธุรกิจได้อย่างมั่นใจ

เขียนโดย : ขจร เจียรนัยพานิชย์ (khajochi)

โปรแกรมเมอร์ที่ผันตัวเองมาเป็นบล็อกเกอร์เต็มเวลา เป็นผู้ก่อตั้งเว็บ MacThai.comซึ่ง ปัจจุบันเป็นเว็บสาวกแอปเปิลอันดับต้นๆ ของเมืองไทย มีผู้เข้าชมกว่า 3 ล้านคนต่อเดือน



เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

1. หยุดมัลแวร์ขุดเหมืองง่ายๆ ด้วย Chrome Task Manager

2. AI เปลี่ยนโลก

3. เคล็ดลับการรักษารหัสผ่านออนไลน์เพื่อป้องกันการถูกขโมยบัญชี

4. 6 เทคโนโลยีด้าน IoT Security สุดฮอตที่ควรจับตามอง

5. รู้เท่าทันภัยโซเชียล… เพราะเหยื่อคนต่อไปอาจเป็นคุณ